EC Academy > ระดับกลาง > การวิเคราะห์ทางเทคนิคกับปัจจัยพื้นฐาน เทคนิคไหนเหมาะกับคุณ

การวิเคราะห์ทางเทคนิคกับปัจจัยพื้นฐาน เทคนิคไหนเหมาะกับคุณ

สำหรับคนที่เพิ่มเริ่มต้นเทรด เมื่อเวลาผ่านไปสักพักก็อาจจะเกิดคำถามกับตัวเองว่า “แล้วจะสามารถวิเคราะห์ตลาดยังไงดี” ไม่ว่าจะเป็นการ ใช้เทคนิควิเคราะห์การเทรด ในตลาดคู่สกุลเงิน Forex, สินค้าโภคภัณฑ์, หรือตลาดหุ้น ทั้งนี้การวิเคราะห์ตลาดจะมีอยู่สองหลัก ได้แก่ การวิเคราะห์ทางเทคนิค กับ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เพื่อที่จะช่วยให้นักเทรดทำความเข้าใจและมองเห็นทิศทางของตลาดชัดเจนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถนำไปปรับใช้กับ รูปแบบกราฟแท่งเทียนต่างๆ ได้ ในบทความนี้จะอธิบายการเปรียบเทียบ การวิเคราะห์ทางเทคนิคกับปัจจัยพื้นฐาน โดยการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะเน้นการอ่านพฤติกรรมราคา ในขณะที่การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะเป็นการมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยอื่นๆนอกเหนือจากราคา เช่น อารมณ์ของตลาดและปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อมูลค่าของสินทรัพย์ในตลาดนั้นๆ ในบทความนี้จะมาอธิบายและเปรียบเทียบการวิเคราะห์ทั้งสองแบบว่ามีบทบาทที่แตกต่างกันแค่ไหนและสามารถใช้การวิเคราะห์ทั้งสองแบบร่วมกันได้ไหม รวมไปถึงข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและควรหลีกเลี่ยง

เปรียบเทียบการ การวิเคราะห์ทางเทคนิคกับปัจจัยพื้นฐาน

การวิเคราะห์ทางเทคนิค คืออะไร

พูดง่ายๆก็คือ การศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของราคา กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับการดูกราฟทั้งในอดีตและปัจจุบันเพื่อพยายามหารูปแบบ (patterns), ระดับราคาหรือสัญญาณที่จะช่วยให้นักเทรดสามารถตัดสินใจได้ว่าจะซื้อหรือจะขายช่วงไหน สมมติฐานพื้นฐานของวิเคราะห์ทางเทคนิคคือราคามักจะสะท้อนถึงทุกอย่างในตลาด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางเศรษฐกิจ, ข่าวและความคาดหวังของนักเทรด ดังนั้นแทนที่จะพยายามรวบรวมข้อมูลด้วยตัวเอง การที่ใช้วิธีวิเคราะห์ทางเทคนิคจะช่วยให้นักเทรดอ่านพฤติกรรมของราคาได้โดยตรงและตอบสนองตามนั้น

แล้วจะมีวิธีสังเกตพฤติกรรมราคาอย่างไร นักเทรดต้องสามารถบอกได้ว่าระดับราคาจุดไหนที่เกิดการกลับตัวซ้ำๆนั้นเอง ตรงจุดนี้จะเรียกว่าแนวรับ-แนวต้าน หรือบางคนอาจจะดูที่การเคลื่อนไหวราคาขึ้น-ลง หรือไปในทิศทางด้านข้าง (เรียกว่า sideway) ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เป้าหมายของการใช้วิเคราะห์ทางเทคนิคคือการหาสถานการณ์ที่ดูเอื้ออำนวย เพื่อสร้างผลกำไรที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงได้ สิ่งที่สำคัญคือนักเทรดจะสามารถเห็นโครงสร้างของตลาดที่ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจุดเข้าเทรดที่กำหนดไว้ชัดเจนและระดับที่พิสูจน์ได้ว่าแนวคิดนั้นกำลังไปผิดทิศทาง รวมไปถึงเป้าหมาย ซึ่งการผสมผสานนี้จะช่วยลดการเดาที่ผิดพลาดได้และไม่รู้สึกว่าการเทรดนี้ยากขึ้น

การวิเคราะห์ทางเทคนิค

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน คืออะไร

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะขับเคลื่อนด้วยมูลค่าของสินทรัพย์ที่แท้จริง ไม่ได้มุ่งเน้นที่การเคลื่อนไหวของราคาหรือพฤติกรรมของราคาที่วิ่งบนกราฟ หัวใจหลักที่สำคัญคือเศรษฐกิจ, การพัฒนาทางการเมืองและแรงขับเคลื่อนของตลาดในภาพรวมที่ส่งผลให้ราคาขึ้นหรือลงในช่วงเวลานั้น

สำหรับตลาดสกุลเงินต่างๆ ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่สำคัญประกอบไปด้วยอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารกลาง, อัตราเงินเฟ้อและตัวเลขการว่างงาน ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการดึงดูดการถือครองมือสกุลเงิน ถ้าอัตราดอกเบี้ยของประเทศหนึ่งสูงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่น มักจะมีแนวโน้มดึงดูดการลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าของสกุลเงินนั้นเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันหากประเทศมีการชะลอตัวหรือมีเงินเฟ้อที่คาดเดาได้ยากก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการลงทุน

สิ่งที่นักเทรดควรจะทำความเข้าใจในเบื้องต้นก็คือตลาดมักจะเคลื่อนไหวตามสิ่งที่ผู้คนนั้นคาดหวังว่าจะเกิดขึ้น ไม่ได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ถ้าธนาคารกลางคาดว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย นักเทรดก็จะซื้อสกุลเงินนั้นล่วงหน้าไว้ก่อนการประกาศนั้น เมื่อถึงวันประกาศ ราคาก็เกิดการเคลื่อนไหวไปแล้ว นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจึงต้องให้ความสำคัญกับความคาดหวังและความรู้สึกของตลาดควบคู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจ เพราะเพียงแค่ข้อมูลดิบจะไม่สามารถบอกอะไรได้เลย

ดังนั้น การวิเคราะห์พื้นฐานคือการมองแบบมีบริบทมากกว่าการมองแค่ราคาเคลื่อนไหวไปมา ซึ่งนักเทรดที่ใช้การวิเคราะห์พื้นฐานจะเข้าใจดีว่าอะไรเป็นตัวขับเคลื่อนราคาและเงื่อนไขเหล่านั้นมีแนวโน้มจะแม่นยำหรือไม่แน่นอน

เทคนิควิธีใช้ทั้ง การวิเคราะห์ทางเทคนิคกับปัจจัยพื้นฐาน ร่วมกัน     

หลังจากที่เข้าใจการ เปรียบเทียบการวิเคราะห์ทางเทคนิคกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เพื่อเข้าใจความแตกต่างของทั้งสองแบบ ทีนี้เรามาดูว่าจะใช้ทั้งสองเทคนิคนี้ร่วมกันได้อย่างไรเพราะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรทำความเข้าใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในการใช้กับ รูปแบบกราฟแท่งเทียนต่างๆ

  • การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน จะช่วยให้เห็นมุมองแนวโน้มของตลาดว่าถูกขับเคลื่อนด้วยเงื่อนไขอะไร ทำไมถึงเคลื่อนไปยังทิศทางนั้นๆ หรือว่ามีเหตุการณ์ใดเเหตุการณ์หนึ่งกำลังจะเกิดขึ้น เช่น การประกาศอัตราดอกเบี้ย, รายงานเงินเฟ้อ หรือ รายงานการพัฒนาทางการเมือง ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งเป้าหมายคือการทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมแบบภาพรวม

  • ส่วน การใช้วิเคราะห์ทางเทคนิค จะช่วยให้นักเทรดมองเห็นพฤติกรรมของราคาเพื่อระบุจุดเข้าซื้อและจุดออก ถึงแม้จะพิสูจน์ได้ว่าตลาดจะเคลื่อนไหวไปทิศทางนั้นจริงๆ แต่การตัดสินใจว่าจะเข้าซื้อ-ออกจุดไหนนั้นเป็นเรื่องที่พิสูจน์ยากและอาจนำไปสู่การเทรดที่ผิดไปจากที่คาดหวังไว้

การผสมผสานทั้งสองเทคนิคนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ทั้งสองเทคนิคต่างมีจุดบอดของตัวเอง ดังนั้นนักเทรดที่ใช้แค่การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอาจคาดเดาทิศทางของตลาดได้แม่นยำ แต่อาจจะพลาดจุดเข้า-ออกตลาด ส่วนนักเทรดที่ใช้แค่วิธีวิเคราะห์ทางเทคนิคก็อาจเข้าเทรดตามสัญญาณที่เห็นได้ชัดเจนในกราฟแต่มักจะพลาดข่าวใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดเพราะไม่มีการติดตามข่าวนั้นเอง การใช้ทั้งสองเทคนิครวมกันจะช่วยลดช่องว่างตรงนี้ได้

เมื่อกราฟและบริบทภาพรวมอย่างปัจจัยพื้นฐานได้ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน ก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเทรดมากขึ้น วิธีที่จะช่วยให้จำง่ายระหว่างทั้งสองเทคนิคคือ ปัจจัยพื้นฐานจะเป็นตัวกำหนดทิศทางและการใช้เทคนิคในกราฟจะช่วยกำหนดจังหวะเข้าเทรดได้ แต่เมื่อทั้งสองเทคนิคไม่ได้ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ในกราฟเห็นราคากำลังพุ่งขึ้น แต่สำหรับทางปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจกลับดูอ่อนลง นั่นคือสัญญาณที่ควรระวังหรืออย่างน้อยก็ควรรอสักพักก่อนจนกว่าทั้งสองเทคนิคจะกลับมาสอดคล้องกันก่อนที่จะลงมือเทรด

การ ใช้เทคนิควิเคราะห์การเทรด ร่วมกัน

รวมข้อผิดพลาดที่พบบ่อยใน การวิเคราะห์ทางเทคนิคกับปัจจัยพื้นฐาน

ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยในการใช้ทั้งสองเทคนิคในการวิเคราะห์เกิดจากนิสัยของนักเทรดเอง ไม่ใช่การขาดความรู้ความเข้าใจในการ ใช้เทคนิควิเคราะห์การเทรด เพราะนักเทรดมักจะตกม้าตายตรงที่พฤติกรรมของตัวเอง ส่วนมากคือการใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งในการวิเคราะห์หลายอย่างมากกว่าที่ตัวเครื่องมือนั้นถูกออกแบบมาให้ทำ ดังนั้นมาดูแต่ละรายละเอียดกัน

เมื่อใช้แบบวิเคราะห์ทางเทคนิค นักเทรดควรจะหลีกเลี่ยงดังนี้

  1. การใช้ indicators หลายตัวมากเกินไป

นิสัยการใช้เครื่องมือหลายๆอย่างพร้อมกันเป็นตัวช่วยในกราฟเทรดคือสิ่งที่พบบ่อยมากที่สุดในโดยเฉพาะกลุ่มมือใหม่หัดเทรด Forex เพราะคิดว่ายิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่จะยิ่งเทรดแม่นยำมากขึ้น แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลยเพราะเครื่องมือบางตัวก็เป็นตัววัดสิ่งที่คล้ายๆกันอยู่แล้ว เช่น บางโมเมนตัมหรืออัตราการแลกเปลี่ยน และเมื่อเครื่องมือหลายตัวชี้ไปในทิศทางเดียวกัน ก็จะทำให้นักเทรดเหล่านั้นรู้สึกมั่นใจมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วพฤติกรรมราคาเดียวกันนั้นถูกมองในมุมที่ต่างกันเล็กน้อยแค่นั้นเอง ที่แม้แต่การมองกราฟธรรมดาๆก็สามารถบอกทิศทางของราคานั้นได้ง่ายกว่า

  1. การใช้ timeframe (TF) ที่ไม่เหมาะสมกับการเทรด

หากนักเทรดต้องการเทรดแบบในช่วงระยะเวลาหลายวัน การวิเคราะห์กราฟบน TF ระยะสั้นมากจะสร้างปัญหาให้ได้ เพราะกราฟระยะสั้นนั้นมีสัญญาณรบกวนมากกว่า การที่มีความผันผวนเล็กน้อยที่ดูเหมือนจะมีนัยสำคัญอาจทำให้นักเทรดหลายคนตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวนั้นที่ไม่ได้สำคัญจริงๆในการเทรด เพราะฉะนั้นการเลือก TF หรือกรอบเวลาที่จะใช้วิเคราะห์ควรสอดคล้องกับระยะเวลาที่ตั้งใจจะถือไว้

3. มองระดับราคาเป็นแบบเดิมๆ

พฤติกรรมของราคาแทบจะไม่เคยซ้ำรอยกันเลย ตัวแนวรับและแนวต้านก็ไม่ใช่เส้นเดียวกันตลอดไปแต่เป็นแค่โซน เพราะฉะนั้นตลาดไม่ได้พลิกกลับไปราคาเดิมทุกครั้งเสมอไป การมองระดับราคาที่เหมือนกับตัวเลขเดิมๆแทนที่จะเป็นบริบทรอบๆจะทำให้เข้า-ออกตลาดเร็วเกินไปเมื่อราคาได้ผ่านระดับนั้นไปแล้วก่อนจะพลิกกลับตัวหรืออาจพลาดจุดเข้าราคาได้

รวมข้อผิดพลาดในการวิเคราะห์ทางเทคนิค

เมื่อใช้แบบวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน นักเทรดควรจะหลีกเลี่ยงดังนี้

  1. การเข้าตลาดตามประกาศข่าวทันทีโดยไม่มีการวิเคราะห์ล่วงหน้าไว้ก่อน

ในหลายๆครั้งตลาดได้มีการตอบสนองล่วงหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว หากธนาคารกลางขึ้นอัตราดอกเบี้ยตรงตามที่คาดไว้ สกุลเงินอาจแทบไม่ขยับ ในบางครั้งอาจลดลงอีกด้วย เพราะนักเทรดที่ซื้อตามข่าวลือจะขายออกกันเมื่อมีประกาศจริง ดังนั้น การประกาศข้อมูลสำคัญน้อยกว่าความคาดหวังในหมู่นักเทรด เพราะงั้นตัวเลขที่มั่นคงคือสิ่งที่ตลาดคาดไว้อยู่แล้วไม่ใช่ข่าวที่ส่งผลต่อตลาด

  1. การมองแค่ข้อมูลเดียวโดยไม่สนใจบริบทอื่นๆ

ไม่มีตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งในระบบเศรษฐกิจที่สามารถมองเห็นภาพรวมได้ทั้งหมด อย่างรายงานการจ้างงานอาจจะดูเหมือนส่งผลดีต่อสกุลเงิน แต่ถ้าหากเงินเฟ้อกำลังลดลงอย่างรวดเร็วและธนาคารกลางได้ส่งสัญญาณหยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลาเดียวกันนั้น จะทำให้การวิเคราะห์นี้ซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม เพราะการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานต้องการการชั่งน้ำหนักในหลายๆองค์ประกอบด้วยกัน

  1. การคาดหวังให้ราคาตอบสนองทันทีทันใด

เงื่อนไขในปัจจัยพื้นฐานนั้นใช้เวลานาน บางครั้งอาจจะเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ดังนั้นสกุลเงินอาจมีเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยให้เคลื่อนไหวไปยังทิงทาศนั้นๆหรืออาจจะลดลงในระยะสั้น เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่นๆและแรงกดดันที่กำลังส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของราคาในระยะใกล้ ดังนั้นการใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียวเพื่อจับจังหวะเข้าเทรดอาจทำให้เกิดการชะลอและหงุดหงิดได้ด้วยเหตุผลเหล่านี้ วิธีที่แนะนำคือการใช้วิเคราะห์ทางเทคนิคเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

รวมข้อผิดพลาดในการวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐาน

บทสรุป

บทความนี้ไม่ได้แนะนำให้เลือกใช้การวิเคราะห์เทคนิคใดเทคนิคหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของการใช้แต่ละเทคนิคควบคู่กันเพื่อให้ได้ภาพรวมที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน จะช่วยให้นักเทรดประเมินมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ได้โดยใช้ปัจจัยภายนอกไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวของราคา เช่น ความรู้สึกของตลาด ปัจจัยทางการเมืองและปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้นักเทรดเห็นภาพรวมกว้างขึ้น ส่วนพฤติกรรมของราคาคือสิ่งที่เมื่อใช้ การวิเคราะห์ทางเทคนิค จะช่วยให้ประโยชน์ในการคำนวณจุดเข้า จุดออกและระดับความเสี่ยง โดยยึดหัวใจหลักคือความแม่นยำในการเทรด ดังนั้นการทำคามคุ้นเคยกับการวิเคราะห์ทั้งสองเทคนิคนี้ตั้งแต่เนิ่นๆจะช่วยให้ลดการทดลองผิดซ้ำๆ แม้ว่าการวิเคราะห์ทั้งสองแบบจะไม่มีแบบไหนสมบูรณ์ที่สุด แต่การผสมผสารกันจะนำไปสู่การตัดสินใจเทรดที่รอบคอบขึ้นและมีข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น