ปูพื้นฐาน วิธีอ่านกราฟแท่งเทียน และ รูปแบบกราฟ ที่เข้าใจง่าย
กราฟแท่งเทียนเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่นักเทรดนิยมใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ตลาด เพราะเป็นกราฟที่ให้ข้อมูลละเอียดที่สุดเมื่อเทียบกับกราฟในรูปแบบอื่นๆ ดังนั้นการเรียนรู้ วิธีอ่านกราฟแท่งเทียน จึงเป็นอีกหนึ่งทักษะที่สำคัญสำหรับนักเทรดการ ดูกราฟแท่งเทียน จะช่วยให้นักเทรดสามารถเห็นภาพรวมของตลาดได้อย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหา เทรนด์ขาขึ้น และ เทรนด์ขาลง เพราะนักเทรดสามารถวิเคราะห์เทรนด์ของตลาดได้จาก รูปแบบกราฟ แต่ละประเภทได้ง่ายๆ ทั้งหมดนี้ EC Markets จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพื้นฐานการอ่านกราฟแท่งเทียนและวิธีการอ่านกราฟ ซึ่งเหมาะสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการเทรด
กราฟแท่งเทียน คืออะไร ?
หัวใจหลักในการอ่านและวิเคราะห์กราฟแท่งเทียนคือการทำความเข้าใจราคาในตลาด ซึ่งมีทั้งหมด 4 องค์ประกอบหลักโดยรวมเรียกว่า OHLC ย่อมาจากคำว่า
- ราคาเปิด (Open) คือ จุดแรกที่เปิดราคาซื้อขาย
- ราคาสูงสุด (High) คือ จุดที่ราคาสูงสุด ณ การซื้อขายในเวลานั้น
- ราคาต่ำสุด (Low) คือ จุดที่ราคาต่ำสุด ณ การซื้อขายในเวลานั้น
- ราคาปิด (Close) คือ จุดสุดท้ายที่ปิดราคาซื้อขาย
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับช่วงกรอบเวลา (Timeframe) ที่ใช้ในกราฟ ซึ่งแท่งเทียนแต่ละแท่งจะแสดงราคา OHLC ในแต่ละช่วง
เช่น ถ้านักเทรดเลือกกรอบเวลาแบบ 1 นาที แต่ละแท่งเทียนก็จะแสดงราคา OHLC ในรูปแบบต่างๆทุกๆนาที
กราฟแท่งเทียนจะประกอบไปด้วย ตัวแท่ง และ ไส้เทียนสองเส้น ที่ใช้แสดงราคา OHLC
ตัวแท่ง คือส่วนที่หนาที่สุดที่อยู่ตรงกลางเทียน จะแสดงราคาเปิดและราคาปิดและการทิศทางของการเคลื่อนไหวของราคา
- แท่งเทียนแบบขาขึ้น (Bullish Candlestick): คือราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด (มักแสดงเป็นสีเขียวหรือสีขาว)
- แท่งเทียนแบบขาลง (Bearish Candlestick): คือราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด (มักแสดงเป็นสีแดงหรือสีดำ)
การแยกแยะความแตกต่างระหว่างแท่งเทียนแบบขาขึ้นและขาลงถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเรียนรู้วิธีอ่านกราฟเบื้องต้น
ส่วนไส้เทียนหรือว่าเงา คือเส้นบางๆที่ยื่นออกมาจากด้านบนและด้านล่างของตัวแท่ง ทำหน้าที่แสดงราคาที่ไปถึงจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของช่วงเวลานั้นๆ ไส้เทียนที่ยาวหมายความว่าถึงแม้ราคาจะเคลื่อนไหวไปได้ไกลในช่วงเวลานั้น แต่มีแรงซื้อหรือแรงขายสวนกลับมาใกล้ราคาปิด ทำให้นักเทรดมองว่าการกลับตัวแบบนี้มักจะเกิดขึ้นซ้ำๆได้อีกที่ระดับราคาใกล้เคียงกันจนกลายมาเป็นจุดที่นักเทรดใช้สังเกตุหาแนวรับและแนวต้านนั่นเอง

วิธีอ่านกราฟแท่งเทียน
วิธีอ่านกราฟแท่งเทียนไม่ได้ดูแค่ที่แท่งเทียนแต่ละแท่ง แต่จุดสำคัญอยู่ที่ว่านักเทรดจะสามารถมองพฤติกรรมตลาดจากกราฟแท่งเทียนได้หรือไม่ ด้านล่างนี้คือ 4 ข้อหลักพื้นฐานที่ใช้ในการอ่านและวิเคราะห์กราฟแท่งเทียนสำหรับทุกตลาดและทุกกรอบเวลา (TF)
ตำแหน่งของราคาเปิดและราคาปิด = สามารถบอกได้ว่าใครเป็นฝ่ายคุมตลาดเมื่อถึงจุดสิ้นสุดของช่วงเวลานั้นระหว่างแรงซื้อและแรงขาย
- ราคาปิดที่สูงกว่าราคาเปิด บ่งบอกถึง แรงซื้อเป็นฝ่ายคุม
- ราคาปิดที่ต่ำกว่าราคาเปิด บ่งบอกถึง แรงขายเป็นฝั่งคุม
ตำแหน่งบนกราฟคือสิ่งที่สำคัญที่สุดมากกว่ารูปทรงของแท่งเทียน
- ถ้าแท่งเทียนอยู่ตรงกลางของกรอบราคา มักจะไม่มีนัยสำคัญอะไรเลย
- ทว่าแท่งเทียนที่อยู่รอบๆแนวรับ-แนวต้านกลับมีน้ำหนักมากกว่าเพราะทำหน้าที่ยืนยันว่าราคาได้มีปฏิกิริยาตอบรับ ณ ระดับราคาที่มีนัยสำคัญนั้นจริงๆ
ขนาดของตัวแท่ง แสดงถึงราคาสุทธิของช่วงเวลานั้น
- ตัวแท่งที่ใหญ่และยาว หมายถึงการส่งสัญญาณทิศทางตลาดที่ชัดเจน
- ตัวแท่งที่สั้นและเส้น หมายถึงความลังเลของทิศทางราคาในตลาด
ตัวไส้เทียน แสดงถึงระดับราคาที่ถูกกลับตัวและไม่สามารถคงอยู่ที่ระดับนี้ได้อีกต่อไป
- ส่วนไส้เทียนที่ยาว หมายถึงการพยายามที่จะไต่ระดับราคาขึ้นไป - ลงมา แต่กลับถูกสวนกลับ แสดงถึงสัญญาณเตือนทิศทางของตลาด
การสังเกตุที่ตัวแท่งและไส้เทียนร่วมกันจะช่วยให้เห็นภาพรวมของตลาดได้มากขึ้น ตัวแท่งที่มีลำตัวเล็กและไส้เทียนยาวทั้งสองฝั่งบ่งบอกถึงการพยายามชักดึงราคาระหว่างฝั่งซื้อและฝั่งขาย หมายความว่าตลาด ณ ช่วงเวลานั้นมีการต่อสู้กันไปมาระหว่างแรงซื้อและแรงขายโดยสุดท้ายแล้วก็ไม่มีฝั่งไหนชนะ ในทางกลับกัน ถ้าตัวแท่งมีขนาดใหญ่และไม่เห็นไส้เทียนเลย แสดงว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ครองตลาดอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ราคาเปิดจนถึงราคาปิด ทั้งนี้ การอ่านสัญญาณเหล่านี้เป็นเพียงพื้นฐานที่สำคัญในการเริ่มอ่านกราฟแท่งเทียนในเบื้องต้น
ทำไมการใช้กราฟแท่งเทียนจึงสำคัญ ?
ด้วยความที่กราฟแท่งเทียนนั้นสามารถแสดงข้อมูลของราคาในตลาดได้อย่างละเอียด จึงทำให้เป็นที่นิยมสำหรับนักเทรดอย่างมากเพราะช่วยให้นักเทรดสามารถตัดสินใจและส่งคำสั่งได้แม่นยำขึ้น การทำความเข้าใจในการ ดูกราฟแท่งเทียน และ เข้าใจรูปแบบของกราฟแท่งเทียนต่างๆจึงเป็นประโยนช์อย่างมากต่อนักเทรดในด้านดังต่อไปนี้:
- ช่วยในการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาได้อย่างครบถ้วน: การอ่านกราฟเส้นนั้นดูเป็นวิธีที่ง่ายเพราะดูแค่จุดแสดงราคาปิดก็จะทำให้เห็นแนวโน้มของภาพรวม แต่ถ้ารู้วิธีอ่านกราฟแท่งเทียนนั้นจะยิ่งช่วยให้นักเทรดเข้าใจได้ชัดเจนมากขึ้นว่าราคามีการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอหรือผันผวน ณ ช่วงเวลานั้น
2. ช่วยประเมินความชัดเจนของทิศทางราคา: สิ่งที่สำคัญในการเรียนรู้เรื่องการอ่านกราฟแท่งเทียนคือการสังเกตุว่าราคาปิดอยู่ ณ จุดไหนเมื่อเทียบกับภาพรวมในกราฟแท่งเทียนทั้งหมด (จากราคาสูงสุดไปต่ำสุด) สิ่งนี้จะช่วยเน้นย้ำทิศทางของตลาดได้ โดยดูราคาปิดที่อยู่ใกล้ขอบแท่งจะแสดงถึงการเคลื่อนไหวของราคาที่แน่นอน ในขณะเดียวกันนั้น ถ้าราคาปิดใกล้จุดกึ่งกลางแสดงว่าการเคลื่อนไหวนี้ลังเลและยังไม่แน่นอน
3. ช่วยสังเกตจุดที่แน่นอนและจุดกลับตัว: ณ จุดที่สำคัญอย่าง แนวรับ-แนวต้าน หากไส้เทียนมีความยาวจะแสดงถึงจุดที่ราคาโดนปฏิเสธเมื่อไต่ไปจนถึง ณ ระดับนั้นและไม่สามารถทะลุผ่านไปได้ ในทางกลับกัน หากตัวแท่งมีขนาดใหญ่และราคาได้ทะลุผ่านระดับนั้นแล้ว แสดงว่าราคามีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางนั้นต่อไป
4. ช่วยประเมินความผันผวนในตลาด: การที่นักเทรดสามารถวิเคราะห์รูปทรงของแท่งเทียนได้คือข้อได้เปรียบของการอ่านกราฟแท่งเทียนเมื่อเทียบกับกราฟประเภทอื่นๆ ขนาดของตัวแท่งมักจะสะท้อนถึงแรงกดดันในตลาดเมื่อเทียบกับไส้เทียน ตัวแท่งที่มีขนาดใหญ่บวกกับไส้เทียนขนาดเล็กแสดงถึงการเคลื่อนไหวที่มีโมเมนตัมสูง แต่ถ้าตัวแท่งมีขนาดเล็กและไส้เทียนยาวจะหมายถึงการต่อสู้กันระหว่างแรงซื้อและแรงขาย
5 รูปแบบกราฟกระทิง หรือ เทรนด์ขาขึ้น (Bullish Patterns)

ในการเทรดด้วยกราฟแท่งเทียน รูปแบบกราฟกระทิงหรือเทรนด์ขาขึ้นมักจะเป็นสัญญาณที่นักเทรดควรให้ความสนใจ เพราะสามารถบ่งชี้ได้ว่าแรงฝั่งขายมีกำลังอ่อนลงและแรงฝั่งซื้อกลับมีกำลังเพิ่มขึ้น หรือพูดอีกอย่างก็คือแนวโน้มของราคาขาลงเกิดการกลับตัวและพลิกกลับขึ้นมา ดังนั้นเราจึงอยากแนะนำ 5 รูปแบบกราฟ เทรนด์ขาขึ้น ที่ควรจับตามอง โดยแต่ละรูปแบบสามารถเกิดจากการรวมแท่งเทียนมากกว่า 1 หรือ 2 แท่งไว้ด้วยกันเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น
- รูปแบบค้อน (Hammer): มีลักษณะ 1 แท่งเทียนที่มีขนาดลำตัวเล็กกับไส้เทียนด้านล่างที่ยาว
- แสดงถึงแรงฝั่งขายผลักราคาลง ณ ช่วงเวลานั้น แต่แรงซื้อกลับที่มากพอที่จะปฏิเสธการลดระดับของราคา จึงทำให้ราคาพุ่งกลับมาปิดได้
- รูปแบบค้อน โดยเฉพาะในจุดที่ใกล้กับแนวรับหรือหลังจากราคาย่อตัว จะแสดงถึงสัญญาณเบื้องต้นว่าแรงขาลงเริ่มหมดกำลังแล้ว
2. รูปแบบส่งสัญญาณกลับตัวขึ้นของราคา (Bullish Engulfing): จะมีแท่งเทียน 2 แท่งอยู่ด้วยกัน ได้แก่ แท่งเทียนขาลง (bearish candle) ตามด้วยแท่งเทียนขาขึ้น (Bullish candle) ที่มีลำตัวครอบคลุมของแท่งก่อนหน้าและมีราคาปิดที่สูงกว่า
- รูปแบบนี้มักเกิดขึ้นหลังจากแนวโน้มขาลงที่มีมานานหรือที่แนวรับที่สำคัญ เพื่อแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในการคุมตลาดซึ่งก็คือแรงขายได้เสียโมเมนตัมให้กับแรงซื้อ
3. รูปแบบการกลับตัวของขาขึ้น (Morning Star): ประกอบด้วย 3 แท่งเทียน ได้แก่ แท่งเทียนขาลงขนาดใหญ่ ตามด้วยแท่งเทียนเล็กและปิดท้ายด้วยแท่งเทียนขาขึ้นขนาดใหญ่
- รูปแบบนี้แสดงให้เห็นถึง แรงขาย → ความลังเล → แรงซื้อ
- ทำให้นักเทรดหลายคนต้องตั้งใจสังเกตว่าแท่งเทียนลำดับที่ 3 จะพุ่งไปได้สูงแค่ไหนเมื่อเทียบกับราคาของแท่งแรก เพราะยิ่งราคาปิดสูงเท่าไหร่ ก็แสดงว่าแรงขายเดิมจะถูกหักล้างไปได้มาก จึงทำให้สะท้อนถึงแรงขายถูกควบคุมด้วยแรงซื้อ
4. รูปแบบเส้นเจาะหรือทะลุ (Piercing Line): จะมีทั้งหมด 2 แท่งเทียน แท่งแรกคือแท่งเทียนขาลง ตามด้วยแท่งเทียนขาขึ้นที่เปิดราคาต่ำกว่าและปิดราคาสูงกว่าจุดกึ่งกลางของแท่นก่อนหน้า
- เมื่อรูปแบบนี้เกิดขึ้น โดยเฉพาะที่ใกล้กับแนวรับสำคัญและมีการดีดตัวกลับที่ชัดเจน จะแสดงถึงแรงขายมีโอกาสได้เปรียบก่อนหน้านี้แต่ยังไม่สำเร็จ
5. รูปแบบทหารสีขาวสามนาย (Three White Soldiers): ประกอบด้วยแท่งเทียนขาขึ้น 3 แท่งด้วยกันอย่างต่อเนื่อง แต่ละแท่งปิดราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆและมักจะปรากฏหลังจากแนวโน้มขาลง
- รูปแบบนี้บ่งบอกถึงแรงซื้อมีกำลังโมเมนตัมที่หนักแน่นและเข้าควบคุมตลาดหลังจากขาลง รูปแบบนี้มีจะมีความหมายอย่างมากเมื่อราคายังมีพื้นที่ให้วิ่งต่อไปได้มากกว่า-
- กรณีที่มีแนวต้านด้านบน ถ้าหากไม่มีพื้นที่ว่างตรงนี้ ราคามักจะชะลอตัวลงแม้จะมีรูปแบบที่ดูแข็งแรงก็ตาม
5 รูปแบบกราฟหมี หรือ เทรนด์ขาลง (Bearish Patterns)

ในทางกลับกัน กราฟรูปแบบขาลงก็มีความสำคัญไม่แพ้กันในการเทรด เพราะรูปแบบเหล่านี้อาจเป็นตัวชี้ว่าแรงซื้อกำลังอ่อนตัวลงและแรงขายกำลังเพิ่มขึ้น หมายความว่าราคาที่กำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นอาจกลับตัวและเริ่มเคลื่อนไหวในทิศทางขาลง การจับสัญญาณเหล่านี้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ คือหนึ่งในสิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้จากการอ่านกราฟแท่งเทียนที่แนวต้าน เราจึงได้หยิบ 5 รูปแบบกราฟขาลง ที่มักพบได้บ่อย ดังต่อไปนี้
- รูปแบบดาวตก (Shooting Star): มี 1 แท่งเทียนที่มีลำตัวเล็กและมีไส้เทียนที่ยาวทางด้านบน
- ตัวไส้เทียนด้านบนแสดงถึงแรงซื้อที่ดันราคาขึ้นไปสูง แต่แรงขายมีความแข็งแรงพอที่จะปฏิเสธการไต่ขึ้น และจะกลายเป็นการส่งสัญญาณเบื้องต้นว่าโมเมนตัมขาขึ้นจะคงตัวได้ยากเมื่อใกล้แนวต้าน
2. รูปแบบส่งสัญญาณกลับตัวลงของราคา (Bearish Engulfing): มักจะมี 2 แท่งเทียน โดยแท่งแรกคือแท่งเทียนขาขึ้น ตามด้วยแท่งเทียนขาลงที่ปิดราคาต่ำกว่าหรือคลุมลำตัวของแท่งเทียนแรก
- เมื่อเกิดรูปแบบนี้ขึ้นโดยเฉพาะหลังจากแนวโน้มขาขึ้นมายาวยายหรือที่แนวต้านสำคัญ จะสามารถบอกได้ว่าฝั่งแรงซื้อกำลังสูญเสียโมเมนตัมและฝั่งแรงขายเริ่มเข้ามาควบคุม
3. รูปแบบการกลับตัวของขาลง (Evening Star): จะประกอบไปด้วยแท่งเทียนทั้งหมด 3 แท่ง แท่งแรกจะเป็นแท่งเทียนขาขึ้นขนาดใหญ่ ตามด้วยแท่งเทียนขนาดเล็กและปิดท้ายด้วยแท่งเทียนขาลงขนาดใหญ่
- รูปแบบนี้แสดงให้เห็นถึง แรงซื้อ → ความลังเล → แรงขาย
- ซึ่งนักเทรดมักจะให้ความสนใจกับขนาดของการกลับตัวของแท่งที่สามเมื่อเทียบกับแท่งแรก เพราะการกลับตัวที่แน่วแน่แสดงถึงฝั่งขายได้มีโมเมนตัมและเข้ามาควบคุมตลาดอย่างเต็มตัว
4. รูปแบบการกลับตัวสู่ขาลงในสภาวะตลาดขาขึ้น (Dark Cloud Cover): โดยมีแท่งเทียนอยู่ 2 แท่งเทียน คือแท่งเทียนขาขึ้นแล้วตามด้วยแท่งเทียนขาลงที่เปิดราคาตรงจุดที่สูงกว่าตัวแท่งของแท่งเทียนแรกและปิดราคาที่จุดตรงกลางของแท่งเทียนแรกเช่นกัน
- เมื่อเกิดกราฟรูปแบบนี้โดยเฉพาะที่ใกล้กับแนวต้านและตลาดขาลงดูมีความชัดเจน จะสามารถบอกได้ว่าแรงฝั่งซื้อที่เคยแข็งแรงก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำแนวโน้มขาขึ้นได้อีกต่อไป
5. รูปแบบอีกาสามตัว (Three Black Crows): ประกอบไปด้วยแท่งเทียนขาลง 3 แท่งติดต่อกันและแต่ละแท่งเทียนปิดราคาที่ต่ำลงไปเรื่อยๆ หลังจากแนวโน้มขาขึ้น
- รูปแบบนี้แสดงสัญญาณที่ชัดเจนว่าฝั่งขายมีโมเมนตัมที่แข็งแกร่งและสามารถครอบคลุมได้หลังจากอยู่สภาวะตลาดขาขึ้น
- สำหรับนักเทรดรูปแบบกราฟนี้มีความหมายอย่างมากเมื่อราคายังมีพื้นที่ให้ร่วงลงต่อไปเรื่อยๆมากกว่ากรณีที่มีแนวรับสำคัญอยู่ด้านล่าง เพราะหากไม่มีพื้นที่เพียงพอให้ราคาวิ่งลงมา ราคาก็จะชะลอตัวลงถึงแม้จะดูมีแนวโน้มขาลงที่แน่วแน่
วิธีวิเคราะห์รูปแบบของกราฟแท่งเทียน
หนึ่งสิ่งที่ควรจดจำไว้เสมอก็คือการเทรดด้วยกราฟรูปแบบแท่งเทียนนี้ควรรู้วิธีการอ่านทราฟที่ถูกต้อง ไม่ใช่การคาดหวังว่าจะเป็นสัญญาณวิเศษอะไรก็ตาม เพราะ การวิเคราะห์กราฟแท่งเทียน อาศัยหลากหลายปัจจัยที่สอดคล้องกันเพื่อให้การวิเคราะห์นั้นถูกต้องและแม่นยำ ดังนั้น ทางเราได้รวบรวมวิธีวิเคราะห์รูปแบบของกราฟแท่งเทียนเพื่อให้นักเทรดสามารถแยกแยะว่ารูปแบบไหนคือสัญญาณหลอกหรือสัญญาณจริง
จุดที่ 1: รูปแบบของกราฟเกิดขึ้นได้อย่างไร
แล้วแท่งเทียนที่มีนัยสำคัญอยู่ตรงจุดไหน แถวแนวรับ, แนวต้านหรือว่าไม่มี
กราฟรูปแบบค้อนหรือรูปแบบที่ส่งสัญญาณการกลับตัว (engulfing) จะมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อก่อตัวใกล้กับบริเวณแนวรับหรือแนวต้าน จุดสำคัญนี้คือจุดที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่มักจะทำการซื้อ-ขาย ทำให้ราคานั้นเกิดการเคลื่อนไหวและสามารถใช้เป็นสัญญาณให้กับนักเทรดทั่วๆไปเนื่องจากเป็นคำสั่งซื้อขายที่มีเงินจำนวนมาก ยกตัวอย่าง ที่ระดับแนวต้านที่ชัดเจน กลุ่มสถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะขายและทำให้เกิดการขับเคลื่อนราคาไปในทิศทางขาลง ทำให้ไส้เทียนด้านบนยาวมากที่แนวต้านนี้ เพราะมันคือหลักฐานที่เห็นได้ชัดว่าสถาบันการเงินได้ผลักราคาจากระดับนั้น นักเทรดที่ชำนาญแล้วก็จะรู้วิธีการสังเกตุรูปแบบเหล่านี้ได้ว่าการก่อตัวช่วงกลางราคาจะไม่มีนัยสำคัญใดๆ เพราะเหมือนเป็นแค่การเคลื่อนไหวของราคาแค่ระยะสั้น ไม่มีการควบคุมตลาดที่แท้จริง
จุดที่ 2: กราฟที่อยู่ในกรอบเวลาที่สูงกว่าบอกอะไรได้บ้าง
สามารถบอกถึงภาพรวมของตลาดได้ไหม หรือกำลังเป็นแบบ sideway หรือกำลังอยู่ระหว่างเปลี่ยนผ่าน
การที่เข้าใจวิธีการอ่านกราฟแท่งเทียนในช่วงหลายกรอบเวลาจะมีค่ามากกว่าการวิเคราะห์แค่ในช่วงกรอบเวลาใดเวลาหนึ่ง อย่าง กรอบเวลาต่ำ (เช่น 5 นาที หรือ 15 นาที) จะแสดงข้อมูลแค่ระยะสั้น ในขณะที่กรอบเวลาสูง (เช่น 1 ชั่วโมง 4 ชั่วโมง หรือรายวัน) จะแสดงแนวโน้มของตลาด ถ้ากรอบเวลาสูงอยู่ในช่วงที่แนวโน้มชัดเจน รูปแบบกราฟที่กลับตัวในกรอบเวลาต่ำมักจะต่อสู้กับแนวโน้มนั้น เพราะแนวโน้มที่ขับเคลื่อนราคาตลาดโดยส่วนใหญ่มาจากกระแสการเงินของสถาบันขนาดใหญ่ที่สัญญาณเล็กๆไม่สามารถเอาชนะได้ง่ายๆ ในสภาวะเช่นนี้กราฟที่ดูเหมือนจะกลับตัวในกรอบเวลา 5 นาทีจะกลายเป็นเพียงการดึงตัวกลับชั่วคราบเท่านั้น (pullback) ไม่ใช่การกลับตัวที่แท้จริง นี่ก็คือหนึ่งในเหตุผลที่นักเทรดที่ประสบความสำเร็จใช้เวลาอ่านกราฟแท่งเทียนอย่างจริงจังในช่วงกรอบเวลาที่สูงกว่าก่อนที่ตัดสินใจเข้าเทรดในกรอบเวลาที่ต่ำกว่า
เคล็ดลับสำหรับมือใหม่
เป้าหมายที่แท้จริงของการเทรดในรูปแบบกราฟแท่งเทียนไม่ใช่การคาดเดาว่าแท่งเทียนต่อไปเป็นรูปแบบไหน แต่ควรจะเป็นการสร้างระบบคัดกรองสัญญาณที่สามารถทำซ้ำได้ นักเทรดที่เชี่ยวชาญจะรู้วิธีการวิเคราะห์กราฟแท่งเทียนว่ารูปแบบไหนเป็นแค่การกลับตัวหลอก รูปแบบไหนสามารถบอกใบ้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ก่อนตัดสินใจเทรด
- ตรวจสอบภาพรวมก่อนทุกครั้ง: ควรยืนยันตำแหน่งบนกราฟและดูแนวโน้มโดยรวมจึงค่อยตัดสินใจว่าระดับราคาตอนนี้อยู่ใกล้ตำแหน่งแนวรับหรือแนวต้าน การที่รู้วิธีการกราฟอย่างถูกต้องจะสามารถบอกที่มาที่ไปของกราฟภาพรวมได้มากกว่าการจดแค่รูปแบบกราฟ
- รอการยืนยัน: หมายถึงการรอดูว่าแท่งเทียนถัดไปจะเคลื่อนไหวต่อไปในทิศทางเดิมหรือไม่ ราคาจะทะลุผ่านจุดโครงสร้างใกล้ๆไหม เช่น จุดสูงสุดของราคาหรือที่ระดับแนวต้าน
3. กำหนดความเสี่ยง: สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเทรดด้วยกราฟแท่งเทียนคือการกำหนดระดับราคาที่จะพิสูจน์ว่ารูปแบบที่คาดการณ์ไว้นั้นกำลังไปผิดทิศทาง โดยการกำหนดจุดออกก่อนที่เสียเงินทุน และเมื่อเวลาผ่านไปก็จะกลายเป็นวินัยในการเทรดของเราที่จะใช้ในการเทรดกับกราฟแท่งเทียนมากกว่าการมองหากราฟแท่งเทียนที่สมบูรณ์ที่สุด
บทสรุป
หลักการการเรียนรู้ วิธีอ่านกราฟแท่งเทียนสามารถนำไปใช้ได้กับทุกตลาด ไม่ว่าจะเป็น ตลาด Forex ไปจนถึง ตลาดหุ้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ หลังจากที่ฝึกฝนแล้วการสังเกตรูปแบบกราฟแท่งเทียนก็จะดูง่ายขึ้น แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการที่รู้ว่ารูปแบบไหนควรเพิกเฉยเพราะไม่ใช่รูปแบบกราฟที่ให้สัญญาณที่น่าเชื่อถือได้
บทเรียนที่สำคัญของการเทรดด้วยกราฟแท่งเทียนคือไม่ควรอ่านแค่รูปแบบกราฟเพียงอย่างเดียวแต่ให้อ่านกราฟแบบภาพรวมทั้งหมด เพราะแต่ละรูปแบบก็ต้องการแต่ละบริบทภาพรวมเพื่อให้นักเทรดแยกแยะได้ว่าสัญญาณไหนมีความน่าเชื่อถือสูงหรือต่ำ
การเทรดรูปแบบกราฟแท่งเทียนที่ให้ประสบความสำเร็จจะมาจากการผสมผสานรูปแบบที่ถูกต้อง เข้ากับตำแหน่งที่เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของตลาดและมีแผนที่ชัดเจน ทั้งหมดนี้การมีวินัยคือสิ่งที่แยกนักเทรดที่ประสบความสำเร็จอย่างออกจากผู้ที่แค่ไล่ล่าตามรูปแบบบนกราฟ