EC Academy > เริ่มต้น > สเปรด คือ อะไร พร้อมอธิบาย Bid/Ask และวิธีคำนวณที่ต้องรู้

สเปรด คือ อะไร พร้อมอธิบาย Bid/Ask และวิธีคำนวณที่ต้องรู้

สำหรับคนที่เริ่มต้นเทรดมักจะมีคำถามเกี่ยวกับคำว่า สเปรด หรือ spread ในตลาดฟอเร็กซ์ ว่าคืออะไรกันแน่ พูดง่ายๆก็คือ ค่าสเปรด ในตลาดฟอเร็กซ์คือต้นทุนแฝงในการเทรดคู่สกุลเงิน ซึ่งจำนวนเงินที่เราจะต้องจ่ายให้กับค่าสเปรดในแต่ละครั้งมักจะไม่เท่ากัน เพราะ สเปรด คือ ราคาที่ผันผวนตามสภาวะตลาดและปริมาณการเทรดที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ส่งผลให้สเปรดต่ำหรือสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าวใหญ่ที่มีผลกระทบต่อตลาด ซึ่งกว่าเราจะรู้ตัวนั้น ค่า spread ก็อาจจะกินกำไรเราไปแล้วเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามถึงแม้จะไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยง ค่าสเปรด ได้ แต่การควบคุมลดค่าสเปรดให้เหลือน้อยที่สุดจะช่วยเรารักษากำไรได้นั้นเอง

สเปรด คือ อะไร ใน Forex

ก่อนที่เราจะทำความรู้จักกับ ค่า spread กันมากกว่านี้ เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าในการเทรดฟอเร็กซ์นั้นจะมีอยู่สองฝั่ง คือ

  • Bid ราคาเสนอขาย : Bid คือ ราคาที่ผู้ขายต้องการจะขายสินทรัพย์ หรือราคาที่ได้รับเมื่อปิดสถานะ Long หรือเปิดสถานะ Short  
  • Ask ราคาเสนอซื้อ: Ask คือ ราคาที่ผู้ซื้อต้องการจ่ายเพื่อซื้อสินทรัพย์ หรือราคาที่ต้องจ่ายเมื่อเปิดสถานะ Long หรือปิดสถานะ Short

ซึ่งปกติราคาเสนอซื้อ หรือ Ask price มักจะมีราคาสูงกว่าราคาเสนอขายอยู่เสมอ ซึ่งความต่างระหว่างราคาเสนอขายและราคาเสนอซื้อคือ สเปรด ซึ่งเป็นต้นทุนตอนเข้าเทรด ดังนั้นนักเทรดมือใหม่มักจะเทรดติดลบกันอยู่บ่อยๆก็เพราะขนาด spread ของราคาเสนอขาย เพราะฉะนั้นเราควรให้ราคานั้นขยับไปในทิศทางที่สามารถครอบคลุมช่องว่างนี้ได้เพื่อลดขนาดสเปรด

โดยทั่วไปแล้วขนาดของ spread ในตลาดforex จะไม่ตายตัวเมื่อมีการเทรดในตลาดที่มีสภาพคล่องมาก ขนาดของสเปรดมักจะแคบลง แต่เมื่อตลาดมีความขาดสภาพคล่อง เพียงแค่ไม่กี่ pips อาจจะขยายกว้างขึ้นได้ เช่น ตลาดในสภาวะที่มีความผันผวนสูงหรือการประกาศข่าวที่สำคัญ จะทำให้สเปรดมีขนาดที่กว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงจากการคลาดเคลื่อนของราคาในตลาด (slippage risk) เพิ่มค่าใช้จ่ายในการเข้า-ออกตลาดและทำให้ไม่มีที่มากพอที่จะทำการ stop-loss ได้นั้นเอง

ตัวอย่างราคา Bid Ask และ Spread

มาดูตัวอย่างตามด้านล่างนี้ ว่าราคา Bid Ask และ spread ทำงานอย่างไร

สมมติคู่สกุลเงิน EUR/USD มีราคาอยู่ที่ 1.1000 / 1.1003 หมายความว่าราคาเสนอขายคือ 1.1000 และราคาเสนอซื้อคือ 1.1003 

ตัวอย่าง ค่าสเปรด ในคู่สกุลเงิน EUR/USD

เช่น เทรดเดอร์ตัดสินใจเข้าซื้อที่ราคา Ask อยู่ที่ 1.1003 หากเขาทำการปิดออเดอร์ทันที เขาก็จะขายได้ที่ราคา Bid 1.1000 ซึ่งส่วนต่าง 0.0003 นี้คือ ค่าสเปรด หมายความว่าสถานะติดลบอยู่ที่ 3 pips ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงในการเข้าเทรด อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า ค่า spread มักจะเปลี่ยนอยู่เสมอเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ โดยปกติแล้วคู่สกุลเงิน EUR/USD จะแคบมาก แต่หากมีการแถลงนโยบายของ FOMC สภาพคล่องของคู่สกุลเงินนี้อาจจะลดลงอย่างกะทันหัน ทำให้สเปรดกว้างมากขึ้นและการออกคำสั่งซื้อขายออเดอร์อาจทำให้คาดเดาได้ยากมากขึ้น

ประเภทของสเปรดในตลาดฟอเร็กซ์

 ประเภทของ spread ในตลาด forex

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ต้องเข้าใจว่าบัญชีของเรานั้นให้ spread แบบประเภทไหน ซึ่งจะมีทั้งหมดด้วยกัน 2 ประเภท

  1. สเปรดแบบคงที่ (Fixed Spread)

ค่าสเปรดแบบคงที่จะไม่เปลี่ยนแปลงในสภาวะตลาดปกติ มักจะพบในโบรกเกอร์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดราคา Bid Ask และจะส่งคำสั่งภายในระบบของตัวเอง วิธีนี้จะเรียบง่ายกว่าสำหรับมือใหม่เพราะสามารถคำนวณต้นทุนและจุดคุ้มทุนได้ง่ายกว่า แต่ข้อเสียคือสเปรดมักจะกว้างกว่าเพราะกำหนดราคาไว้ก่อน หากในกรณีที่ตลาดเคลื่อนไหวเร็วมาก อาจเกิดปัญหา Requote ได้ ซึ่งหมายถึงการที่ราคาเคลื่อนไหวเร็วกว่าที่จะส่งคำสั่งที่ราคาที่แสดงไว้

  1. สเปรดแบบลอยตัว (Variable/Floating Spread)

ค่า spread จะเปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาด ทั้งสภาพคล่องและความผันผวน พบได้บ่อยในบัญชีแบบ STP/ECN โดยราคาที่เห็นจะสะท้อนสภาพคล่องของตลาดแบบ Real-time ซึ่งสเปรดมักจะแคบลงในช่วงเวลาที่ตลาดคึกคัก โดยเฉพาะในช่วงที่ Session หลักซ้อนทับกัน แต่จะกว้างขึ้นเมื่อตลาดซบเซาหรือมีข่าวสำคัญ

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่มีแบบไหนดีกว่ากัน สเปรดคงที่จะให้ความสม่ำเสมอในการ quote ราคา ส่วนสเปรดลอยตัวจะสะท้อนสภาวะตลาดจริง ซึ่งหมายความว่าต้องติดตาม Economic Calendar และระวังช่วงที่มีข่าวสำคัญอยู่เสมอ

ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความผันผวนของสเปรด

หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าแล้วทำไมสเปรดถึงแคบหรือกว้าง นั่นก็เพราะ spread ในตลาด Forex เคลื่อนไหวอย่างมีทิศทางตามดัชนีชี้วัดสภาพคล่องและความเสี่ยงของตลาดแบบ Real-time โดยมี 4 ปัจจัยนี้ส่งผลให้สเปรดแคบลงหรือกว้าง

  • สภาพคล่อง (Liquidity) คือปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาที่ตลาดมีความคึกคัก เช่น ช่วงเวลาที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดทำการพร้อมกัน มักจะมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก ทำให้มีคำสั่งซื้อขายในตลาดเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้สเปรดมักจะแคบ ในทางตรงกันข้าม เมื่อตลาดมีสภาพคล่องลดลง ช่องว่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) อาจขยายกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ข่าวสารสำคัญ: ข่าวสารเป็นปัจจัยที่กระตุ้นทำให้สเปรดขยายตัวอย่างรวดเร็ว ช่วงเวลาที่มีการประกาศข้อมูลสำคัญ เช่น ตัวเลข Non-Farm Payrolls หรือการประกาศอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ ราคาสามารถผันผวนอย่างรุนแรงภายในไม่กี่วินาที ด้วยสภาพคล่องที่ลดลงและราคาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สเปรดกว้างขึ้น
  • ช่วงเวลาเทรด: ช่วงเวลาของวันมีความสำคัญมากกว่าที่นักเทรดมือใหม่คิดไว้ แม้ว่าตลาด Forex จะเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ แต่สภาพคล่องก็ไม่ได้คงที่เนื่องจากปริมาณผู้เข้าร่วมตลาดเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น ในช่วง Daily Rollover (โดยปกติคือช่วงปิดตลาดนิวยอร์ก) สเปรดมักจะกว้างขึ้นเนื่องจากมีผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดน้อยลง ปรากฏการณ์เดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์หรือช่วงที่ตลาดซบเซาก็เป็นได้
  • การเลือกคู่สกุลเงิน: การเลือกคู่สกุลเงินก็มีผลต่อสเปรดเช่นกัน คู่สกุลเงินหลัก (Major Pairs) มักจะมีสเปรดที่แคบที่สุด เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมตลาดจำนวนมากและมีสภาพคล่องสูง ในทางตรงกันข้าม กลุ่มคู่สกุลเงินที่มีการซื้อขายไม่มากนัก เช่น Minor Pairs และ Exotic Pairs จะมีสเปรดที่กว้างกว่า เนื่องจากมีสภาพคล่องน้อยกว่าและมีต้นทุนในการดำเนินการซื้อขายที่สูงกว่า
ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่า สเปรด คือ

วิธีบริหารจัดการค่าสเปรด

สเปรดมีความสำคัญอย่างมากเนื่องจากเป็นต้นทุนโดยตรงจากการซื้อขายและจำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการที่เหมาะสม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความเข้าใจผิดว่า spread เป็นค่าธรรมเนียมที่จ่ายเพียงครั้งเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ค่าสเปรด คือต้นทุนแฝง ซึ่งทุกคำสั่งซื้อขายเมื่อเปิดสถานะ (Position) คำสั่งซื้อขายจะเริ่มต้นด้วยผลขาดทุนเท่ากับค่าสเปรดและจะเริ่มทำกำไรได้ก็ต่อเมื่อราคาเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ต้องการเท่านั้น การละเลยสเปรดและสภาวะตลาดจะส่งผลเสียต่อกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ทำการซื้อขายบ่อยครั้ง เนื่องจากสเปรดมักจะแคบในช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูง เทรดเดอร์ทั้งหลายจึงมักเลือกที่จะทำการซื้อขายในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนสะสมเพิ่มขึ้น

ความสำคัญของสเปรดขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ที่ใช้ เช่นการเทรดแบบใช้ Scalper ที่เน้นเข้าเร็ว ออกเร็ว โดยมีเป้าหมายทำกำไรเพียง 5-10 pip จะมีความอ่อนไหว ต่อต้นทุนทุก pip ซึ่งสเปรดที่กว้างขึ้นเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้การซื้อขายไม่คุ้มค่าได้ทันที ในขณะที่ Swing Trader ที่มีเป้าหมายกำไร 200 pip มักจะยอมรับสเปรดที่กว้างกว่าได้ เนื่องจาก ค่าสเปรด เป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวของราคาที่ต้องการ โดยสรุปแล้วยิ่งเป้าหมายการทำกำไรมีขนาดเล็กเท่าใด ค่าสเปรดก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อความได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น การจัดการต้นทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญก่อนที่จะพิจารณาถึงผลกำไร

ทริคสำคัญสำหรับมือใหม่

แพลตฟอร์มการซื้อขายสำหรับรายย่อยส่วนใหญ่มักจะแสดงราคาเสนอซื้อบนกราฟเป็นค่าเริ่มต้น ซึ่งอาจทำให้เทรดเดอร์มือใหม่หลายคนมองข้ามราคาเสนอขาย (Ask) ทั้งที่ราคาทั้งสองมีความสำคัญอย่างมาก

  • ในสถานะ Long (ซื้อ) การ Stop-loss จะถูกกระตุ้นโดยราคาเสนอขาย (Bid) เนื่องจากการออกจากตลาดคือการขายที่ราคา Bid
  • ในสถานะ Short (ขาย)  การ Stop-loss จะถูกกระตุ้นโดยราคาเสนอซื้อ (Ask) เนื่องจากการออกจากตลาดคือการซื้อคืนที่ราคา Ask

นั่นคือเหตุผลที่มือใหม่อาจสับสนเมื่อถูกระบบ Stop-out ในสถานะ Short แม้ว่ากราฟจะแสดงให้เห็นว่าราคาไม่เคยแตะระดับ Stop-loss แต่ในความเป็นจริงแล้ว ราคาเสนอซื้อ (Ask) อาจแตะระดับนั้นแล้ว แม้ว่ากราฟที่แสดงราคาเสนอขาย (Bid) จะยังไม่ถึงก็ตาม ดังนั้นจึงควรตระหนักถึงราคา Ask เสมอ และตรวจสอบว่ากราฟแสดงเฉพาะราคา Bid หรือไม่ ถ้าใช่ ให้ลองเปิดแสดงเส้น Ask ด้วยและควรคำนึงถึงค่าสเปรดเสมอเมื่อกำหนดจุดเข้าและ Stop-loss

เปรียบเทียบราคาตอนกดซื้อและราคาขายจริง

เครื่องมือที่ช่วยควบคุม ค่า spread

การติดตาม spread ถือเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารต้นทุนการเทรดฟอเร็กซ์ จะมี 2 เครื่องมือหลักๆ ที่ช่วยให้เทรดเดอร์ติดตามสเปรด แบบ real-time ได้แก่

1. Spread Indicator หรือ ตัวบ่งชี้ Spread: หลายๆแพลตฟอร์มการเทรดมักจะไม่แสดง ค่า spread บนกราฟโดยตรง การใช้ Spread Indicator จะช่วยแสดงช่องว่างระหว่างราคา Bid และ Ask แบบ  real-time ในหน่วย Pip ได้

2. Ask Line หรือเส้นราคาเสนอซื้อ Ask: กราฟส่วนใหญ่แสดงราคา Bid เป็นค่าเริ่มต้น การเปิดใช้งาน Ask Line จะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าทำไมคำสั่งถึงถูกกระตุ้น แม้ว่าแท่งเทียนจะยังไม่แตะระดับนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Short Position ที่ Stop Loss มักถูกกระตุ้นด้วยราคาเสนอซื้อ Ask

นอกจากนี้ ควรติดตาม Economic Calendar อย่างสม่ำเสมอ เพราะสามารถช่วยเตือนล่วงหน้าเพื่อคาดการณ์ช่วงที่ตลาดมีความสภาพคล่องต่ำและมี spread กว้าง เพราะจะมีโอกาสเกิด Slippage สูงขึ้น  แต่ก็ไม่ควรใช้เพื่อทำนายทิศทางตลาด

การใช้ Spread เป็นเครื่องมือให้ได้เปรียบตลาด

สเปรดไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนที่เทรดเดอร์ต้องจ่าย แต่ยังเป็นตัวบ่งชี้สภาวะตลาด การที่ spread มีขนาดที่กว้างขึ้นมักเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังตึงเครียด อาจเกิดจากเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงกะทันหัน ข่าวสำคัญ หรือช่วงที่การซื้อขายซบเซา เพราะฉะนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ การรอจนกว่าราคาจะกลับสู่ภาวะปกติอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ดังนั้นสเปรดจึงไม่ควรถูกมองข้าม แต่ควรใช้เป็นตัวกรองในการเลือกคู่เงินที่จะเทรด โดยทำได้ดังนี้

  • กำหนดค่าสเปรดสูงสุดที่ยอมรับได้สำหรับแต่ละคู่เงิน
  • หากตลาดตึงเครียดและสเปรดกว้างเกินกว่าที่กำหนด ควรงดเปิด Position

ตัวอย่างเช่น หากคู่สกุลเงิน USD/CAD มี spread อยู่ที่ 3 Pip นั่นหมายความว่าการเทรดจะเริ่มต้นด้วยการติดลบ 3 Pip หากเป้าหมายทำกำไร คือ 30 Pip แสดงว่าใน 10% ของการเคลื่อนที่ที่นั้นจะถูกใช้เพื่อให้คุ้มทุน (ซึ่งยังไม่รวมค่าคอมมิชชันและค่าธรรมเนียม Overnight) สำหรับการเทรดระยะยาวอาจไม่มีผลมากนัก แต่สำหรับกลยุทธ์ระยะสั้นอย่าง Scalping เพียงแค่ไม่กี่ Pip ก็อาจชี้ขาดได้ว่ากลยุทธ์นั้นคุ้มค่าหรือไม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นสเปรดที่ต่ำอาจไม่ได้เป็นการรับประกันการเทรดที่ดีเสมอไป แต่การกำหนด ค่า Spread ที่เรายอมรับได้ จะช่วยให้ตัวเลขในกลยุทธ์ของเราสมเหตุสมผลมากขึ้น

สรุป

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสเปรด และราคา Bid กับราคา Ask นั้นมีความสำคัญมากเพื่อป้องกันการขาดทุนที่ไม่จำเป็น ทั้งการใส่ราคาที่ไม่ถูกต้อง, การเกิด Slippage ที่ไม่คาดคิดและการโดน Stop-Out อย่างไม่ทันตั้งตัว มักจะเกิดจากการละเลยเรื่องการบริหารจัดการต้นทุน เพราะสเปรดเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาด โดยจะแคบในช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องสูงและขยายกว้างขึ้นในช่วงที่ตลาดมีสภาวะไม่เสถียร เพราะฉะนั้นก่อนเปิด Position ทุกครั้ง ควรตรวจสอบค่าสเปรดปัจจุบันและ Economic Calendar หาก spread กว้างผิดปกติ ก็ควรจะหยุดรอให้สภาวะตลาดกลับมาเป็นปกติ 

สรุป ค่าสเปรด ในตลาด Forex คือต้นทุนแฝงของการเทรด บางครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อยหรือไม่มีเลย เพราะฉะนั้นการที่เรารู้จักบริหารค่าต้นทุน ก็อาจเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์การเทรดของเราได้ บางครั้งอาจมีต้นทุนที่เล็กน้อย แต่บางครั้งก็ไม่ การรู้จักแยกแยะความแตกต่างนี้ อาจเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของการเทรดได้อย่างมาก หากสนใจอ่านบทความดีๆแบบนี้ ติดตามได้ที่นี่ EC Academy