EC Academy > เริ่มต้น > Margin ในการเทรด Forex คืออะไรทำความเข้าใจสูตรคำนวณที่ถูกต้อง

Margin ในการเทรด Forex คืออะไรทำความเข้าใจสูตรคำนวณที่ถูกต้อง

นักเทรดมือใหม่มักจะสงสัยว่า Margin ในการเทรด Forex คืออะไร ซึ่งหลายๆคนมักจะมีความเข้าใจผิดกันอยู่บ่อยๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งยังโยงไปถึงการใช้Leverage ในการเทรดโดยที่ยังไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าต้องใช้งานอย่างไร เพราะฉะนั้นการทำความเข้าใจที่ถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่มเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับมือใหม่อย่างมาก

การเทรดแบบมี Margin ไม่ใช่แค่การเป็นเจ้าของ position ที่ใหญ่ขึ้น แต่เป็นเรื่องกลไกเบื้องหลังของการใช้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นขนาดของสถานะที่ถืออยู่  (Position Sizing) และการจัดสรรต่างๆ (Capital Allocation) ล้วนส่งผลกระทบต่อพอร์ตที่ถืออยู่ บทความนี้เราจะมาอธิบาย ใช้ leverage และความเกี่ยวข้องกับ Margin เบื้องต้นไปจนถึงการเข้าใจเกณฑ์การวัดระดับ ความเสี่ยงของ Margin ที่ต้องระวัง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าโบรกเกอร์มีสิทธิ์จะเข้ามาแทรกแซงการเทรดของเราหรือไม่

Leverage คืออะไร ในการเทรด Forex

ว่าแต่เรื่อง Margin และ leverage เกี่ยวข้องกันยังไง ต้องเริ่มทำความเข้าใจกับคำว่า เลเวอเรจ ก่อน Leverage คือตัวคูณที่ช่วยนักเทรดสามารถเปิดสถานะที่ใหญ่กว่าทุนของตัวเอง สิ่งที่มักจะเข้าใจผิดกันส่วนใหญ่คือคิดว่าเลเวอเรจเป็นการกู้เงินจากโบรกเกอร์ แต่จริงๆมันคือเครื่องมือที่ช่วยขยายการรับความเสี่ยงในตลาดต่างหาก โดยมีโบรกเกอร์กันเงินทุนของนักเทรดเอาไว้ เงินส่วนนี้เรียกว่า Margin (มาร์จิ้น) 

การ ใช้leverage จะช่วยให้ผลกำไรและการขาดทุนในสัดส่วนเท่าๆกัน นี่คือเหตุผลที่ต้องระมัดระวังในการเทรดด้วยเลเวอเรจอยู่เสมอโดยการให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงไม่ให้ขาดทุนเกินตัว ไม่ใช่แค่มุ่งหวังแต่กำไร

ยกตัวอย่าง โบรกเกอร์กำหนดอัตราเลเวอเรจไว้ที่ 1:50 เพราะฉะนั้นด้วยเงินทุนแค่  1,000 ดอลลาร์สหรัฐก็จะสามารถควบคุมสถานะที่มีมูลค่ามากถึง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และหากราคาเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับที่หวังไว้เพียง 2% จะเกิดการขาดทุน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเท่ากับจำนวนเงินทุนทั้งหมดที่มี เพราะในตลาดที่มีความผันผวนสูง ราคาอาจมีการเคลื่อนไหวภายในไม่กี่นาที เพราะฉะนั้นการเทรด Forex ด้วย leverage จึงต้องอาศัยวินัยอย่างเคร่งครัด เพราะการใช้เลเวอเรจที่สูงเกินไปอาจเร่งให้เกิดการขาดทุนเร็วขึ้น เป็นหนึ่งในสาเหตุที่นักเทรดบางรายอาจติดกับดักการใช้ leverage อย่างผิดๆ

การใช้ Leverage อย่างถูกต้อง

Margin ในการเทรด Forex คืออะไร และทำงานยังไง

อย่างที่บอกไปข้างต้น การที่นักเทรดจะใช้เลเวอเรจได้ นักเทรดจะต้องแบ่งเงินทุนจำนวนหนึ่งวางไว้กับโบรกเกอร์ ซึ่งเงินส่วนนี้เรียกว่า Margin (มาร์จิ้น) เพื่อใช้เป็นเงินประกันเพื่อเปิดสถานะที่ใช้เลเวอเรจและจะสำรองจำนวนเงินนี้ตลอดเวลาที่สถานะยังเปิดอยู่ นั่นคือหลักการทำงานพื้นฐานของ Margin 

เพื่อให้เห็นภาะที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปิดสถานะที่ ใช้ leverage ต้องการมาร์จิ้นขั้นต่ำ เรียกว่า Required Margin หรือ เงินประกันที่ต้องใช้ ซึ่งจะเป็นเงินจำนวนหนึ่งที่นักเทรดต้องวางขึ้นอยู่กับอัตราเลเวอเรจที่โบรกเกอร์กำหนดไว้ ส่วนของเงินทุนที่ไม่ได้ถูกกันไว้เป็น Required Margin จะเรียกว่า Free Margin หรือเงินคงเหลือ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเงินกันชนหากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางกับสถานะที่เปิดอยู่หรือนำไปเปิดออเดอร์ใหม่ได้

สมมติว่านักเทรดมีเงินอยู่ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐในบัญชีและสามารถใช้เลเวอเรจได้ที่อัตรา 1:10 หมายความว่าเงินประกันที่ต้องใช้ของบัญชีนี้คือสัดส่วน 1/10 หรือ 10% ของเงินทุน หากต้องการเปิดสถานะมูลค่า 10,000  ดอลลาร์สหรัฐ บัญชีจะมีลักษณะดังนี้
เงินทุนทั้งหมด (Equity) = $5,000

Required Margin (เงินประกันที่ต้องใช้) 10% × $10,000 = $1,000

Free Margin (เงินประกันคงเหลือ) = $5,000 − $1,000 = $4,000

นี่คือตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงการใช้ Margin ด้วยเงินทุนเพียงเล็กน้อยก็สามารถควบคุมสถานะที่ใหญ่กว่าได้ โดยมี Equity หรือ จำนวนเงินที่เหลืออยู่ทำหน้าที่เป็นกันชนรองรับความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาในทิศทางที่สวนกันกับที่คาดการณ์ไว้

Margin ในการเทรด Forex คืออะไร

ทำไมถึง ใช้ Leverage ในการเทรด Forex

หลายๆคนอาจสงสัยว่าถ้าการเทรดแบบใช้เงินประกันนั้นมีความเสี่ยง แล้วทำไมถึงยังเทรดกัน? ก็เพราะว่าเป็นการใช้เงินทุนให้เกิดประสิทธิภาพ

ยกตัวอย่างเช่นคู่สกุลเงิน EUR/USD  1 Standard Lot มีมูลค่าเท่ากับ €100,000 หากนักเทรดไม่ใช้เลเวอเรจ นักเทรดต้องจ่ายเงิน USD เต็มจำนวนเพื่อเปิดสถานะนั้น ซึ่งบางครั้งไม่เหมาะสมในทางปฏิบัติสำหรับคนส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นการเทรด Forex ด้วยเลเวอเรจ จึงเป็นการแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้เพียงเศษเสี้ยวของจำนวนเงินทุนนั้นเป็น Margin หรือเงินประกัน เพื่อรับความเสี่ยงเต็มจำนวน อย่างที่ได้อธิบายไปนั้น ส่วนของเงินทุนที่ไม่ได้ถูกกันไว้เป็น Required Margin ก็คือ Free Margin ซึ่งมีประโยชน์สองประการหลัก ได้แก่

  1. ทำหน้าที่เป็นกันชน โดยดูดซับผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ก่อนที่จะใช้เงิน Required Margin
  2. เป็นเงินทุนสำรองเพิ่มเติม ทำให้นักเทรดสามารถเปิดสถานะอื่นพร้อมกันได้ เช่น ซื้อทองคำในเวลาเดียวกัน ช่วยให้สามารถสร้างพอร์ตที่หลากหลายและหลีกเลี่ยงการกระจุกความเสี่ยงในทิศทางเดียว

แล้วทำไมนักเทรดบางคนอยากเปิดสถานะที่มีขนาดใหญ่และเพิ่มความเสี่ยงด้วยการใช้เลเวอเรจล่ะ? ก็เพราะการเคลื่อนไหวของราคาสกุลเงินมักมีขนาดเล็กมาก ทำให้การเทรด Forex ด้วยเลเวอเรจจะขยายการเคลื่อนไหวของ Pip ทีละเล็กทีละน้อย เหล่านั้นให้มีความหมายขึ้น นี่คือเหตุผลที่นักเทรดมืออาชีพจะกำหนด ระยะ Stop-loss ก่อนเสมอ แล้วจึงค่อยตัดสินใจว่าจะใช้ขนาดสถานะเท่าไหร่ เพื่อที่จะต้องวางเงิน Margin ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

เกณฑ์การวัดระดับ ความเสี่ยงของ Margin ที่ต้องระวัง

สิ่งที่สำคัญเกี่ยวกับ Margin คือการที่โบรกเกอร์สามารถติดตามระดับ Margin ของนักเทรดได้แบบ Real-time และเมื่อการขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้น ระดับกันชน Margin ก็จะหดลงเรื่อยๆและหากมีการหดลงมากเกินไป โบรกเกอร์จะสามารถเข้ามาแทรกแซงได้ทันที โดยการแทรกแซงเหล่านี้จะเกิดขึ้นที่จุดเกณฑ์ระดับ Margin สองจุดหลัก ได้แก่ Margin Call และ Stop-Out Level ซึ่งถือเป็นเกณฑ์การวัดระดับ ความเสี่ยงของ Margin ที่นักเทรดทั้งหลายควรระวัง ทีนี้มาดูกันว่าแต่ละเกณฑ์นี้มีกลไลทำงานกันอย่างไร

Margin Level คืออะไร

Margin level คือ ค่าเปอร์เซ็นที่แสดงให้เห็นว่านักเทรดมี Equity หรือเงินคงเหลือ เป็นสัดส่วนเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับจำนวนเงินประกันที่หักใช้ไปแล้ว (used margin) ยิ่งมีสัดส่วนมากเท่าไหร่ แสดงว่าบัญชีของนักเทรดอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

เปอร์เซ็นของ Margin Level  = (จำนวนเงินคงเหลือ ÷ จำนวนมาร์จิ้นที่ถูกหักไป) × 100

  • Equity = จำนวนมูลค่าปัจจุบันในบัญชี (รวมกำไร/ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง)
  • Used Margin = มูลค่าเงินฝากที่ถูกล็อคหรือหักไว้ในขณะนั้น

ยกตัวอย่าง เช่น บัญชีของเรามี Equity $5,000 และมี Required Margin ที่ถูกล็อคไว้อยู่ที่ $1,000

  • Equity = $5,000
  • Used Margin = $1,000

เปอร์เซ็นของ Margin Level = ($5,000 ÷ $1,000) × 100 = 500% 

หากบัญชีมีมูลค่า Equity ลดลงจาก $5,000 เหลือ $1,000

เปอร์เซ็นของ Margin Level = ($1,000 ÷ $1,000) × 100 = 100% 

เพราะฉะนั้นเมื่อระดับมาร์จิ้นลดลงถึง 100% หมายความว่าการขาดทุนจะค่อยๆลามมาถึง Free Margin ของบัญชีจนหมด ไม่มีเงินทุนเหลือทำหน้าที่เป็นกันชนให้กับเงินฝากอีกต่อไป สำหรับนักเทรดส่วนใหญ่นี่คือระดับเกณฑ์ที่จะทำให้เกิด Margin Call

เกณฑ์การวัดระดับ Margin

Margin Call คืออะไร

Margin Call คือ การเตือนระดับ Margin โดยที่โบรกเกอร์จะส่งคำเตือนไปยังนักเทรดว่าระดับ Margin หรือเงินประกันของบัญชีได้ลดลงถึงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ที่โบรกเกอร์ได้กำหนดไว้ แม้ว่าเกณฑ์นี้จะแตกต่างกันไปตามแต่ละเงื่อนไขของโบรกเกอร์ แต่โดยทั่วไปมักจะเกิดขึ้นเมื่อ Margin Level ของบัญชีลดลงถึง 100% เมื่อเกิด Margin Call นักเทรดต้องเลือกระหว่างการฝากเงินเพิ่มเพื่อดึงระดับ Margin กลับคืนมาหรือจะยอมปิด/ลดขนาดสถานะที่เปิดอยู่ นี่คือหนึ่งในความเป็นจริงอันโหดร้ายของการเทรด Forex ด้วยเลเวอเรจ เพราะสถานะที่ดูเหมือนจัดการได้อาจทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วในภาวะตลาดผันผวน

Stop-Out Level คืออะไร

ต่อมาหากการขาดทุนยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง Margin Level ก็จะยิ่งลดลงและอาจแตะระดับ Stop-Out ตามที่โบรกเกอร์ได้กำหนดไว้ (ซึ่งโดยทั่วไป Margin Level จะอยู่ที่ประมาณ 20–50% ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์) เมื่อถึงจุดนี้ โบรกเกอร์จะเริ่มปิดสถานะที่เปิดอยู่โดยอัตโนมัติ เพื่อจำกัดการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นต่อไป เพราะฉะนั้นไม่ควรรอให้เกิด Margin Call เพราะกว่าโบรกเกอร์จะเข้ามาแทรกแซง ความเสียหายอาจเกิดขึ้นไปแล้ว ดังนั้นการวางแผนบริหารความเสี่ยงที่ดี ควรรวมถึงการกำหนดระดับ Stop-Loss จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับนักเทรดที่ใช้เลเวอเรจ

ต้นทุนและเงื่อนไขสำคัญที่นักเทรดควรรู้

โครงสร้างตลาด Forex มีสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาสูงหรือไม่แน่นอนและผู้เริ่มเทรดก็อาจจะมองข้ามไปเพียงเพราะถูกดึงดูดด้วยการใช้เลเวอเรจ เพื่อปกป้องเงินทุนให้ได้มากที่สุด เราควรจะคำนึงถึงต้นทุนต่อไปนี้เมื่อเทรดแบบมี Margin

  • สเปรด (Spread): สเปรด คือ ต้นทุนที่ถูกประเมินต่ำที่สุดในการเทรดแบบที่มีมาร์จิ้น เพราะทันทีที่เราเปิดสถานะ Free Margin หรือเงินประกันคงเหลือจะลดลงเท่ากับขนาดของ Spread เพราะฉะนั้นต้นทุนการเปิดสถานะทันทีนี้อาจดันบัญชีที่มีเงินทุนน้อยให้เข้าสู่ระดับเกณฑ์ Margin Call ได้ถึงแม้ว่าราคาอาจจะยังไม่ขยับเลย โดยเฉพาะกับ position ที่มีขนาดใหญ่
  • จำนวนการใช้เงินประกันที่ต่างกัน: ในการเทรด Forex ด้วยเลเวอเรจ คู่สกุลเงินที่คาดเดาได้ยากกว่าจะมีต้องการเงินฝากหรือมาร์จิ้นที่สูงกว่า เช่น คู่ฟอเร็กซ์ Exotic มักมีเลเวอเรจต่ำกว่าและต้องการมาร์จิ้นสูงกว่าคู่ฟอเร็กซ์ Major เนื่องจากมีสภาพคล่องต่ำและความผันผวนสูงกว่า ทำให้มีความเสี่ยงในการเทรดสูงขึ้น ดังนั้นนักเทรดควรตรวจสอบระดับความต้องการ Margin ของแต่ละคู่เสมอก่อนเข้าสถานะ
  • ค่าสวอป (Swap): การถือสถานะข้ามคืนอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งโดยทั่วไปจะเรียกว่า ค่า Swap หรืออาจเรียกว่า Rollover ที่จะถูกหักหรือเครดิตเข้าบัญชีเมื่อสิ้นสุดรอบการเทรดของเวลานิวยอร์ก ขึ้นอยู่กับส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองสกุลเงินในคู่นั้น ค่า Swap อาจถูกหักหรือเครดิตเข้าบัญชีก็ได้อาจจะเป็นจำนวนทีละเล็กทีละน้อย แต่หากถือสถานะไว้หลายวันและก็จะเสียค่า Swap จนติดลบได้ถ้าหากความเสียหายได้ลามไปถึง Free Margin

สรุปเรื่อง Margin ในการเทรด Forex คืออะไร

Margin ในการเทรด Forex คือ สิ่งที่ทำให้การเทรดแบบใช้เลเวอเรจเป็นไปได้ เพราะการเทรดแบบใช้เลเวอเรจจะเพิ่มการรับความเสี่ยงในตลาดและมือใหม่หัดเทรดหลายคนก็มักจะเข้าใจผิดว่านี่คือเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มผลกำไร อย่างไรก็ตามการเทรดแบบมีมาร์จิ้นก็คือการเทรดแบบที่ต้องวางเงินประกันไว้และช่วยมอบโอกาสให้นักเทรดสามารถควบคุมสถานะมูลค่าที่สูงด้วยเงินทุนเพียงเศษเสี้ยว แต่ก็อย่าลืมว่าการเทรดด้วยเลเวอเรจที่สามารถสร้างผลกำไรให้มากมายก็ย่อมทำลายพอร์ตของเราได้หากไม่มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี

สรุป ไม่ว่าจะเราจะเทรดอะไรดี แบบที่มี Margin ทั้งใน Forex, สินค้าโภคภัณฑ์หรือดัชนี  ระดับมาร์จิ้นคือตัวชี้วัดที่บอกว่าเหลือระยะห่างแค่ไหนก่อนที่จะถึง Margin Call, และเกิด Stop-Out หรือทั้งสองอย่าง ดังนั้นควรศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Margin level, ขนาด position, และเกณฑ์การวัดระดับ ความเสี่ยงของ Margin ที่ต้องระวัง เพราะการขาดทุนแบบสะสมอาจจะเกิดขึ้นได้เร็วกว่าที่จะแก้ไขด้วยตนเองทัน เมื่อเข้าใจแล้วว่ามาร์จิ้นในการเทรดคืออะไร ก็สามารถอ่านบทความอื่นๆได้ที่ EC Academy ต่อกันเลย