คำสั่ง Limit Order กับ Stop Order ต่างกันอย่างไรพร้อมวิธีใช้
ส่วนมากนักเทรดมือใหม่มักจะรีบกดซื้อและขายโดยที่ไม่ได้คิดอะไร แต่ความเป็นจริงแล้วเราจะทำแบบนั้นไม่ได้เพราะนักเทรดที่มีประสบการณ์มักจะประเมินความเสี่ยงก่อนเข้าเทรดทุกครั้งด้วยการเลือกใช้คำสั่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ เนื่องจากแต่ละคำสั่งก็มีกลไกการทำงานที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นนักเทรดที่รู้จักการใช้คำสั่งเหล่านี้ เช่น คำสั่ง Limit Order หรือ คำสั่ง Stop Order จะช่วยวิเคราะห์จากหน้าชาร์ตทั่วไปให้เข้าถึงสภาวะตลาดนั้นๆได้จริง บทความนี้ได้รวบรวมคู่มือการใช้แต่ละคำสั่งโดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือกลุ่มคำสั่งที่ใช้ในการเข้าออเดอร์และกลุ่มคำสั่งที่ใช้ในการออกออเดอร์ พร้อมแชร์สิ่งที่ต้องระวัง เพราะเราอยากให้นักเทรดทุกคนรู้จักวิธีที่ใช้คำสั่งที่ถูกต้องและหยุดใช้คำสั่งแบบมั่วๆเพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงไปในตัวด้วย
ประเภทคำสั่งเปิดออเดอร์ | คำสั่ง Limit Order กับ Market Order

Market Order | การเข้าซื้อทันทีในราคาตลาดปัจจุบัน
การเข้าใจ คำสั่ง Limit Order และ คำสั่ง stop order เราจะต้องเริ่มเข้าใจก่อนว่า คำสั่ง market order คืออะไร คำสั่งนี้มักจะใช้เมื่อเราเห็นโอกาสในกราฟไม่ว่าจะเป็นการเข้าซื้อหรือขายออก คำสั่งนี้จะเป็นการบอกให้กับทางโบรกเกอร์ให้จับคู่ ณ ราคาปัจจุบันที่ดีที่สุดในจากกลุ่มที่ให้สภาพคล่อง คำสั่งนี้จะไม่มีการรอหรือต่อราคาเพราะทางโบรกเกอร์จะส่งคำสั่งนี้ให้ทันทีเพื่อให้ได้ราคาในตลาดที่ดีที่สุด
ในมุมมองของนักเทรดมืออาชีพคำสั่ง Market Order คือการแลกเปลี่ยนระหว่างความแน่นอนในการเข้าออเดอร์กับความแม่นยำของราคา ซึ่งการใช้คำสั่งนี้จะช่วยให้ไม่พลาดช่วงราคาที่มีแรงส่งพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนการจองตั๋วขึ้นเครื่องบินก่อนที่ราคาคู่สกุลเงิน GBP/USD จะทะยานออกจากรันเวย์ อย่างไรก็ตามความเร็วนี้มีต้นทุน เนื่องจากเป็นการสั่งซื้อในราคาใดก็ได้ ทำให้นักเทรดอาจเผชิญกับการเกิด Slippage โดยเฉพาะในตลาดที่มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วซึ่งราคาอาจขยับไปไม่กี่ pip ก่อนที่คำสั่งจะถูกดำเนินการ (Fill) เช่น กดซื้อที่ราคา 1.1050 แต่ออเดอร์อาจถูกดำเนินการจริงที่ราคา 1.1052 ในช่วงที่มีข่าว ดังนั้น Market Order จึงเป็นเครื่องมือเพื่อความเร่งด่วนที่จะใช้เมื่อความเสี่ยงนั้นมีโอกาสที่จะพลาดมากกว่าการได้ราคาเข้าที่ยังไม่ดีที่สุด
คำสั่ง Limit Order | คำสั่งกำหนดราคา
คำสั่งนี้จะต่างจากคำสั่ง Market Order ตรงที่คำสั่งLimit Order จะช่วยให้นักเทรดสามารถระบุราคาที่ต้องการซื้อหรือขายล่วงหน้าได้ โดยนักเทรดจะเป็นผู้กำหนดราคาที่ยอมรับได้เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกดำเนินคำสั่งในราคาที่แย่กว่าที่วางแผนไว้
- Buy Limit (รอจังหวะย่อตัว): ใช้เมื่อต้องการตั้งค่าราคาไว้ต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบัน เหมาะสำหรับกรณีที่พบแนวรับแข็งแกร่งและคาดว่าราคาจะย่อตัวก่อนจะดีดกลับ เปรียบเสมือนการรอซื้อสินทรัพย์ในช่วงลดราคา
- Sell Limit (ดักที่แนวต้าน): ใช้เมื่อต้องการตั้งค่าราคาไว้สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน ใช้สำหรับเปิดสถานะ Short เมื่อราคาเข้าใกล้แนวต้านหรือจุดสูงสุดเดิม
ข้อควรระวัง: แม้ว่าคำสั่งLimit Order จะรับประกันราคาที่ตั้งไว้หรือดีกว่า แต่ข้อเสียคือออเดอร์อาจไม่ถูกดำเนินการเลยหากราคาไม่แตะจุดที่วางกำหนดไว้ ซึ่งอาจนำไปสู่ความหงุดหงิดจากการวิเคราะห์ที่ถูกต้องแต่พลาดการเข้าออเดอร์ อย่างไรก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการป้องกันเงินทุนด้วยการยึดมั่นในแผนและไม่ไล่ตามราคาด้วยอารมณ์ FOMO (fear of missing out) เพราะฉะนั้นการใช้คำสั่ง Limit Order จึงเหมาะกับนักเทรดที่มีความอดทนและให้ความสำคัญกับคุณภาพของจุดเข้ามากกว่าการเทรดทุกจังหวะ
Stop Entry Order | คำสั่งเข้าตลาดแบบ Stop
ถึงแม้คำสั่งLimit order และ stop order อาจจะฟังดูคล้ายๆกันแต่ทั้งสองคำสั่งมีความแตกต่างกันตรงที่ Limit order คือการรอราคา ส่วนคำสั่ง Stop Entry Order คือการให้ตลาดพิสูจน์แรงพุ่ง (Momentum)ก่อนที่เราจะตัดสินใจลงทุน คำสั่งนี้ใช้เป็นจุดยืนยันสถานะ โดยจะเข้าเทรดก็ต่อเมื่อราคาแสดงแรงส่งที่ชัดเจนแล้วเท่านั้น
- Buy Stop Entry (เล่นตามแรงส่งขาขึ้น): เป็นการวางคำสั่งไว้เหนือราคาตลาดปัจจุบันหรือเหนือแนวต้านสำคัญ เพื่อส่งสัญญาณให้โบรกเกอร์เริ่มซื้อเมื่อแรงซื้อทะลุผ่านระดับราคาที่กำหนดเท่านั้น (breakout) จะเป็นการเข้าซื้อช่วงที่ตลาดกำลังแข็งแกร่งและมีแนวโน้วขาขึ้นอย่างชัดเจน
- Sell Stop Entry (เล่นตามจุดทะลุหรือ Breakdown): เป็นการวางคำสั่งไว้ต่ำกว่าราคาปัจจุบันหรือใต้แนวรับสำคัญ เพื่อเข้าออเดอร์ในจังหวะที่ราคารองหลุดแนวรับและมีการเร่งขยายตัว เหมาะกับนักเทรดที่เทรดตาม trend เมื่อตลาดมีการเปลี่ยนทิศทางหรือมีแนวโน้วขาลงอย่างชัดเจน
ข้อควรระวัง: เมื่อราคาพุ่งถึงระดับ trigger แล้วหรือเกิด Gap ผ่านจุดที่ตั้งไว้นั้น ออเดอร์จะเปลี่ยนสถานะเป็น Market Order ทันทีในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว เพราะฉะนั้นเพื่อให้เข้าออเดอร์ได้แม่นยำขึ้น เราจะต้องยอมรับว่า
- ไม่สามารถการันตีราคาที่ต้องการเข้าได้ เพราะในตลาดที่มีการเคลื่อนไหวเร็ว ราคาอาจจะกระโดดข้าม (gap) ราคาที่เราต้องการและระบบจะจับคู่กับราคาถัดไปที่มีอยู่ในตลาดอยู่แล้ว
- ความเสี่ยงจาก Slippage โดยเฉพาะในช่วงที่มีการประกาศข่าวหรือตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งอาจทำให้เกิดความผันผวนในตลาดสูงและราคาที่เข้าจริงอาจจะแย่กว่าราคาที่ตั้งไว้
- อย่างไรก็ตาม นักเทรดมืออาชีพหลายๆคนก็มักจะยอมรับกับต้นทุนนี้ เพราะการได้เข้าซื้อไปกับช่วงราคาที่มีแรงส่งสูงมักจะคุ้มกว่าการเกิด Slippage เพียงไม่กี่จังหวะเข้า
ประเภทคำสั่งปิดออเดอร์ | คำสั่ง Stop order
Stop Loss Order | คำสั่งตัดขาดทุน
ในบรรดาคำสั่งทั้งหมด คำสั่ง Stop Loss หรือว่าคำสั่งตัดขาดทุนถือว่าสำคัญที่สุด โดยเปรียบเสมือนแผนการถอนตัวอัตโนมัติที่จะปิดสถานะทันทีเมื่อราคาถึงระดับที่กำหนดไว้ ซึ่งช่วยตัดความลังเลและอารมณ์ออกไปอย่างเด็ดขาด
กลไกของคำสั่งนี้ทำงานง่ายๆเมื่อราคาแตะระดับ Stop ที่เรากำหนดไว้ระบบจะเปลี่ยนคำสั่ง Stop Loss เป็นคำสั่งตลาด (Market Order) เพื่อปิดสถานะที่ราคาถัดไปทันที วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ผลขาดทุนนั้นลุกลามจนเสียหายหนักแม้ในสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงหรือเกิดช่องว่างราคาในช่วงวันหยุด (Weekend Gap) ซึ่งอาจทำให้ราคาที่ปิดจริงคลาดเคลื่อนจากระดับที่ตั้งไว้ได้หรือ Slippage
นักเทรดมืออาชีพจะเข้าใจดีว่าการใช้คำสั่ง Stop Loss อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดี แต่คือการจัดการความเสี่ยงเพื่อความอยู่รอดในตลาดระยะยาว โดยใช้ทริคเล็กน้อยเช่น หากเปิดสถานะ Long ให้วาง Stop ไว้ใต้แนวรับและหากเปิดสถานะ Short ให้วาง Stop ไว้เหนือแนวต้าน การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราสามารถจัดการกับการตัดสินใจในช่วงวิกฤตได้โดยอัตโนมัติเพราะราคาอาจจะเคลื่อนที่สวนทางกับสถานะของเราอยู่เสมอและเมื่อถึงจุดนั้นเราไม่ควรเกิดความลังเลและควรยอมรับความจริง

Take Profit Order | คำสั่งทำกำไร
หากการใช้คำสั่ง Stop Loss คือการป้องกันการขาดทุน การใช้ คำสั่ง Take Profit ก็คือการล็อกผลตอบแทนหรือกำไร โดยทำหน้าที่เป็นคำสั่ง Exit Limit ที่กำหนดราคาเป้าหมายล่วงหน้าเอาไว้แล้ว
- สถานะ Long: ตั้งระดับคำสั่ง Take Profit ไว้สูงกว่าราคาที่เข้าซื้อ
- สถานะ Short: ตั้งระดับคำสั่ง Take Profit ไว้ต่ำกว่าราคาที่เปิดขาย
แต่ในความเป็นจริงนั้น การที่จะใช้คำสั่งนี้เมื่อราคาถึงระดับที่กำหนดไว้ คำสั่งอาจถูกดำเนินการที่ราคานั้นหรือดีกว่า แต่อย่างไรก็ตามเราจะไม่สามารถรับประกันได้ว่าราคาจะวิ่งไปถึงราคาที่กำหนดไว้เสมอไป เพราะบางครั้งราคาอาจขยับเข้าใกล้จุดที่กำหนดไว้เพียงเล็กน้อยแล้วก็กลับตัวหรืออาจเกิดปัญหาจากค่า Spread ที่ทำให้ราคาบนกราฟแตะเป้าหมายแล้วแต่ราคาซื้อขายจริงยังไปไม่ถึง ส่งผลให้กำไรยังไม่เกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้นนักเทรดจึงควรเผื่อระยะสำหรับสเปรดไว้เล็กน้อย ถึงแม้จะน่าหงุดหงิดแต่นี้คือสิ่งที่ต้องแลกกับการควบคุมราคาออกให้แม่นยำ
เหตุผลที่นักเทรดมืออาชีพส่วนใหญ่เลือกใช้คำสั่งนี้ก็เพราะว่ามันช่วยตัดความโลภออกไป หากไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เรามักจะปล่อยให้กำไรที่เห็นหายไปเมื่อตลาดกลับตัวหรือเปลี่ยนทิศทาง การกำหนดคำสั่ง Take Profit จึงช่วยให้เราปิดทำกำไรได้ตามราคาที่สมเหตุสมผลแทนการใช้ความรู้สึกตัดสิน
Trailing Stop Loss Order | คำสั่งหยุดขาดทุนแบบเลื่อนตาม
การใช้คำสั่ง Stop หรือ Limit แบบตายตัวอาจไม่เพียงพอในสภาวะตลาดที่มีแนวโน้มแข็งแกร่ง การใช้ คำสั่ง Trailing Stop Loss จึงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักเทรดตามเทรนด์ (Trend Following)
ออเดอร์ประเภทนี้จะเลื่อนตามราคาตลาดไปเรื่อยๆเพื่อล็อกกำไรโดยอัตโนมัติ โดยรักษาระยะห่างที่กำหนดไว้หลังราคาเสมอ หากตลาดวิ่งไปในทิศทางที่ได้กำไร คำสั่ง Stop จะขยับตามไปแต่หากราคาเกิดกลับตัวคำสั่ง Trailing Stop จะทำหน้าที่ปกป้องกำไรที่สะสมมา วิธีนี้ช่วยให้นักเทรดสามารถสะสมกำไรจากแนวโน้มใหญ่ได้โดยไม่ล็อคผลตอบแทนไว้เพียงเป้าหมายเดียว
ความท้าทายอยู่ที่การปรับค่าระยะห่าง (Buffer)
- ถ้าตั้งระยะแคบเกินไป (Tight tail) จะทำให้ความผันผวนของตลาดนั้นเขี่ยออกจากออเดอร์ดีๆไปก่อน
- ถ้าตั้งระยะกว้างไป (Wide Trail) จะทำให้อยู่ในตลาดตลอดเทรนด์ แต่ก็มักจะคืนกำไรไปมากเมื่อเทรนด์หมดแรง
เพราะฉะนั้นนักเทรดมืออาชีพมักจะใช้คำสั่ง Trailing Stop เพื่อปล่อยให้ถือสถานะที่ทำกำไรให้วิ่งต่อพร้อมกับป้องกันการกลับทิศที่รุนแรง นักเทรดส่วนใหญ่ที่เคยเจอสถานการณ์นี้มักจะมองเห็นการเทรดเพื่อสะสมกำไร แต่บางครั้งกำไรนั้นก็ระเหยหายไปเมื่อตลาดกลับทิศทันที เพราะฉะนั้นคำสั่ง Trailing Stop จะแก้ปัญหานี้โดยยกระดับพื้นที่ของการออกโดยอัตโนมัติตามที่ราคาไต่สูงขึ้นเรื่อยๆ

สรุปการใช้คำสั่งเข้า-ออกออเดอร์ จะใช้เมื่อไหร่ดี ?
เพื่อการเทรดที่แม่นยำระดับสถาบัน (Institutional Precision) การเลือกประเภทออเดอร์จะต้องสอดคล้องกับเป้าหมายของกลยุทธ์และนี่คือคู่มือสำหรับการตัดสินใจเลือกระหว่างคำสั่งLimit Order และ คำสั่งStop Order สำหรับสถานการณ์ต่างๆ:
สำหรับการเข้าออเดอร์ (Entries):
- เราต้องการเข้าออเดอร์ทันทีใช่ไหม ? = เพราะฉะนั้นให้ใช้คำสั่ง Market Order เพราะเหมาะที่สุดสำหรับช่วงที่ตลาดเคลื่อนที่เร็วและรอไม่ได้ แต่ก็ต้องยอมรับเรื่องราคาที่อาจคลาดเคลื่อนหรือเกิด Slippage
- เราต้องการเข้าตามราคาที่กำหนดไว้แน่นอนใช่ไหม ? = ให้ใช้คำสั่ง Limit Order ที่เหมาะสำหรับการซื้อที่แนวรับหรือขายที่แนวต้าน เราก็จะได้ราคาที่ระบุไว้อย่างแน่นอน แต่บางครั้งอาจจะไม่ได้ตามที่ต้องการเพราะราคายังวิ่งไปไม่ถึงนั้นเอง
สำหรับการออกออเดอร์ (Exits):
- เราต้องการรักษาเงินทุนไว้ใช่ไหม ? = ให้ใช้คำสั่ง Stop Loss เพื่อเป็นการตั้งคำสั่ง Stop Order เพื่อปิดออเดอร์ทันที หากราคาวิ่งผิดทางไม่ได้เป็นอย่างที่วางแผนไว้
- เราต้องการออกเมื่อราคาถึงเป้าหมายแล้วใช่ไหม ? = ให้ใช้คำสั่ง Take Profit เพราะเป็นการใช้คำสั่ง Limit Order เพื่อปิดสถานะ ซึ่งจะช่วยการันตีว่าเราจะได้กำไรในราคาที่ตั้งไว้หรือดีกว่านั้น

สรุป
ประเภทของออเดอร์ไม่ใช่แค่การตั้งค่าบนแพลตฟอร์มที่เราต้องท่องจำ แต่มันคือเครื่องมือจริงๆที่ช่วยแยกแยะนักเทรดที่มีวินัยออกจากนักพนันมือใหม่ เพราะส่วนใหญ่มักจะกดปุ่ม Buy เหมือนเปิดสวิตช์ไฟ เพราะกดแล้วก็หวังลมๆแล้งๆไม่มีการวางแผน แต่สำหรับนักเทรดมืออาชีพจะคิดต่างออกไปและจะให้ความสำคัญกับทุกออเดอร์ เพราะถ้า
- ตลาดเป็นรูปแบบ Sideway ให้เราใช้คำสั่ง Limit Order เพื่อควบคุมราคาเข้า
- ตลาดกำลังทะลุระดับสำคัญ ให้ใช้คำสั่ง Stop Order เพื่อจับแรงส่ง (momentum)
- หากไม่แน่ใจว่าจะเลือกคำสั่งอันไหน แนะนำให้ถอยออกมาอ่านตลาดก่อน
เพราะฉะนั้นการทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างคำสั่ง Limit Order กับ Stop Order ไม่ได้หมายความว่าต้องตัดสินใจได้อย่าง perfect ทุกครั้ง แต่คือการเข้าใจแต่ละเครื่องมือที่ถูกต้องเพื่อพร้อมสำหรับใช้ในแต่ละสถานการณ์และควรฝึกด้วยบัญชี Demo เพราะว่าการส่งคำสั่งเพื่อดำเนินการเป็นทักษะที่พัฒนาได้จากการทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะไม่มีใครเกิดมาพร้อมกับความรู้ว่าต้องใช้ออเดอร์ประเภทไหนในสถานการณ์ไหน เป้าหมายหลักคือทำให้การเลือกออเดอร์กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจแบบอัตโนมัติ เพื่อที่ความคิดของเราจะได้ไปโฟกัสกับกลยุทธ์และการจัดการความเสี่ยงแทนแทนที่จะสะดุดกับการเข้าใจพื้นฐานออเดอร์ เพราะฉะนั้นเพื่อฝึกฝนวินัยที่ดี ถึงเวลาแล้วที่ควรจะ ลงทะเบียนบัญชีทดลอง กับ EC Markets กัน