เจาะลึก Trendline & Trend Analysis รวมวิธี การใช้เส้นแนวโน้ม
สารบัญ

ในทุกๆครั้งก่อนการอ่านกราฟ เรามักจะตัดสิ่งรบกวนรอบตัวออกไปในมากที่สุด เพื่อหาทิศทางของตลาดว่ากำลังไปทางไหน เช่นเดียวกับ การใช้เส้นแนวโน้ม (Trendline) คือเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเทรดเห็นภาพทิศทางของตลาดชัดเจนที่สุดด้วยการวิเคราะห์ตามแนวโน้มของตลาด ทำให้เห็นว่าตอนนี้ฝั่งซื้อหรือฝั่งขายกำลังคุมเกม ทั้งนี้ทั้งนั้นการใช้ Trendline และ เครื่องมือที่วัดความแรงของราคาต่างๆ (Momentum tools) ไม่ได้มีไว้เพื่อเอาชนะตลาด แต่มีไว้เพื่อเป็นเกราะป้องกันในการนำทางไปสู่ทิศทางที่มีแรงต้านน้อยที่สุด ทั้งหมดนี้คือหัวใจหลักของการ เทรดตามเทรนด์ หรือ เทรดตามแนวโน้ม เพราะเป้าหมายไม่ใช่การช้อนซื้อราคาที่จุดที่ต่ำที่สุดแต่เป็นการเข้าเทรดเมื่อตลาดมีทิศทางที่ชัดเจนแล้วต่างหาก
บทความนี้จะมาเจาะลึกจุดสำคัญเกี่ยวกับพื้นฐานการ วิเคราะห์แนวโน้ม ตั้งแต่การแยกแยะรูปแบบแนวโน้มทั้ง 3 แบบไปจนถึงการตรวจสอบความถูกต้องของแนวโน้ม พร้อมเทคนิคในการใช้งานจริงเพื่ออธิบายว่าการ เทรดตามเทรนด์ และเทรดด้วย การใช้เส้นแนวโน้ม มีหลักการทำงานอย่างไร
เส้นแนวโน้ม (Trendline) คืออะไร
เส้นแนวโน้มคือเส้นตรงแนวเฉียงที่ลากลงบนกราฟราคาเพื่อแสดงภาพรวมทิศทางของกราฟราคาในช่วงเวลานั้นๆ
การใช้เส้นแนวโน้ม (Trendline) ทำอย่างไร
ต่อมาคือวิธีการตีเส้นแนวโน้ม จะมีวิธีดังต่อไปนี้
- ย่อกราฟออกเพื่อดูภายในกรอบเวลารายวัน (D1) หรือ ระยะ 4 ชั่วโทง (H4) เพื่อตัดสัญญาณรบกวนระหว่างวันออกไป
- เชื่อมต่อแต่ละจุดด้วยไส้เทียน โดยเฉพาะไส้เทียนที่อยู่ในจุด High และ Low
- อย่าลากตัดเนื้อเทียนเด็ดขาด หากลากเส้นแนวโน้มแล้วโดนตัดผ่านเนื้อเทียน แสดงว่าเส้นแนวโน้มนี้ยังไม่แม่นยำเท่าไหร่นักและยังไงใช้ไม่ได้
วิธีตรวจสอบความถูกต้องของเส้นแนวโน้ม (Trendline Validation)
- กฎการแตะ 3 จุด: เริ่มจากลากจุดสองจุดเชื่อมกัน แล้วพอเส้นแนวโน้มนี้ลากโดนจุดที่สาม แสดงว่าลากเส้นแนวโน้มนี้ถูกต้องแล้ว เพราะเส้นแนวโน้ม 2 จุดแรกเป็นเพียงเส้นชั่วคราวและเมื่อลากต่อมาโดนจุดที่ 3 จะถือว่าเส้นแนวโน้มนี้สมบูรณ์ จึงเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าตลาดกำลังให้ความสำคัญในทิศทางไหนและในระดับไหน
- เมื่อเส้นแนวโน้มทะลุ (Breakout): การที่เส้นแนวโน้มถูกทะลุไม่ใช่เรื่องที่ควรตระหนก แต่กลับเป็นข้อมูลสำคัญ เพาะหากราคาปิดที่จุดตรงกันข้ามของเส้นแนวโน้ม แสดงว่าแนวโน้มของราคานี้ได้สิ้นสุดแล้ว สิ่งที่ควรจะทำคือควรออกจากตลาดหรือตัดขาดทุนและไม่ควรถือนาน เพราะเส้นแนวโน้มในจุดนี้คือกรอบจำกัดความเสี่ยง เมื่อราคาทะลุเส้นไปแล้ว โครงสร้างเดิมจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป

การวิเคราะห์แนวโน้มตลาด คืออะไร
การวิเคราะห์แนวโน้มตลาด คือกระบวนการหาทิศทางที่ชัดเจนของตลาด โดยตัดสิ่งรบกวนต่างๆในตลาดออกไป เช่น ความผันผวนที่เล็กๆน้อยๆ แล้วโฟกัสที่การเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญเท่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในขั้นตอนแรกคือการเทรดไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดไม่ใช่สวนทางกับตลาด โดยเฉพาะนักเทรดสาย เทรดตามแนวโน้ม ทีนี้มาดูรูปแบบเส้นแนวโน้มทั้ง 3 แบบที่สามารถเกิดขึ้นได้ในตลาดมีดังนี้
- แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend)
เมื่อราคาทำจุดสูงสุดใหม่ที่ระดับสูงขึ้นกว่าเดิมและทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ระดับสูงขึ้นเช่นกัน จุดที่ราคาปรับตัวขึ้นทั้งหมดนี้กำลังส่งสัญญาณขาขึ้น โดยแต่ละทุกการย่อตัว ราคาในจุดที่ต่ำที่สุดจะอยู่ในจุดที่สูงกว่าจุดเดิม สะท้อนให้เห็นว่าฝั่งซื้อ (Demand) กำลังเป็นผู้คุมตลาดอยู่ ณ ตอนนี้
- แนวโน้มขาลง (Downtrend)
เมื่อราคาทำจุดสูงสุดใหม่ที่ระดับต่ำลงและทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ระดับต่ำลงเรื่อยๆ ทุกการเด้งขึ้นของราคาในช่วงนี้จะแสดงถึงความมอ่อนแรงก่อนถึงจุดสูงสุดเดิมและทุกการร่วง ราคาจะลงต่ำกว่าจุดต่ำที่สุดในระดับเดิม สะท้อนให้เห็นว่าฝั่งขาย (Supply) กำลังเป็นผู้คุมตลาดอยู่ ณ ตอนนี้
- การแกว่งตัวของราคา (Consolidation)
คือการที่ราคาติดอยู่ในกรอบแนวราบแคบๆ ทำให้ราคาวิ่งขึ้นลงสลับกันไปมาอยู่ระหว่างแนวรับ (พื้นห้อง) และแนวต้าน (เพดาน) ทำให้ไม่มีทิศทางของตลาดอย่างชัดเจน
วิธีใช้การวิเคราะห์แนวโน้มแบบ Multi-Timeframe
การวิเคราะห์แนวโน้มตลาดยากมากที่จะใช้แค่กราฟเดียว แม้แต่นักเทรดที่ชำนาญยังคงใช้การผสมผสานเทคนิคเข้าด้วยกัน อย่างเช่น การใช้ Russian Doll Effect ซึ่งก็คือการใช้กรอบเวลาที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ (HTF) เพื่อสร้างบริบททั้งหมดของกราฟ แล้วค่อยๆย่อส่วนที่ละกรอบเวลา (TF) เพื่อทำการเข้าเทรดอย่างแม่นยำ ซึ่งรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคามักจะมีโครงสร้างคล้ายๆกันในทุกๆกรอบเวลา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รู้ว่าช่วงกรอบเวลาไหนที่ให้สัญญาณการเคลื่อนไหวของราคาอย่างมีนัยสำคัญและเหมาะกับการเข้าเทรด ทีนี้มาดูกันว่าสิ่งที่ดูเหมือนจะส่งผลกระทบของราคาในช่วงกรอบเวลา 5 นาทีนั้น เช่น มีการเทขายอย่างรุนแรง จริงๆแล้วสิ่งนี้อาจจะเป็นแค่การย่อตัวตามปกติในกรอบเวลารายวันเท่านั้นเอง
แนวทางการวิเคราะห์กรอบเวลาแบบ Top-Down Approach
การวิเคราะห์แบบ Top-Down Approach คือการวิเคราะห์จากกรอบเวลาใหญ่ไปกรอบเวลาเล็ก โดยเริ่มจาก
- แบบรายวัน (Daily): การใช้กรอบเวลาในช่วงนี้จะทำให้เห็นแนวโน้มหลักและระดับราคาที่สำคัญต่างๆ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ฉากหลังเท่านั้น ทุกๆข้อมูลในช่วงนี้ต้องอาศัยการตีความไปด้วย
- 4 ชั่วโมง (H4): ในกรอบเวลานี้จะแสดงพฤติกรรมของราคาภายใต้ฉากหลังนั้น เพื่อดูว่าแนวโน้มยังคงชัดเจนอยู่หรือไม่ หรือว่ามีการเคลื่อนไหวออกไปด้านข้างๆมากกว่า
- 1 ชั่วโมง (H1): ราคาในช่วงกรอบเวลานี้จะแสดงการแกว่งตัวระหว่างวัน (Intraday Swings) และสามารถดูโมเมนตัมของราคาว่ามีกำลังเพิ่มขึ้นหรือแผ่วลง
- 5 นาที (M5): จะใช้เพื่อทำการเข้าเทรด
เพราะเป้าหมายหลักไม่ใช่เพียงแค่การมองกราฟหลายๆกราฟพร้อมๆกัน แต่คือการใช้กรอบเวลาใหญ่ (HTF) เพื่อหาทิศทางของราคาและใช้กรอบเวลาที่แคบลงมาเพื่อหาความแม่นยำ การเข้าเทรดที่ช่วงกรอบเวลาเล็กจะช่วยให้เราตั้งจุดขาดทุน (Stop loss) ได้แคบลง ส่งผลให้ควบคุมความเสี่ยงของการเทรดได้ง่ายขึ้นและยังเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น (Risk-to-Reward) ตราบใดที่ทิศทางของราคานั้นสอดคล้องกับโครงสร้างในกรอบเวลาใหญ่
จุดสำคัญในการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด
หลักการวิเคราะห์แบบแนวโน้มตลาดสามารถใช้กับทุกประเภทตลาดสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็น การอ่านกราฟฟอเร็กซ์ ดัชนี และสินค้าโภคภัณฑ์ เพราะการเทรดคือการทำตามขั้นตอนอย่างมีระบบ ไม่ใช่การเดาหรือการใช้สัญชาตญาณ ทั้งนี้จึงขอรวบรวมจุดสำคัญในการวิเคราะห์แนวโน้มตลาดที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงกับทุกๆตลาดได้
- ยืนยันแนวโน้มที่มีอยู่ให้ชัดเจน: หากพฤติกรรมราคาไร้ทิศทาง เช่น กราฟกำลังผันผวนหรือว่ามีแนวโน้มที่ไม่ชัดเจน แสดงว่ายังไม่ควรเข้าเทรด ณ ตอนนี้
- ระบุฝั่งที่จะเข้าเทรดในตลาด: แนวโน้มไม่ใช่แค่การบอกเราว่าควรจะอยู่ฝั่งซื้อหรือฝั่งขายเพียงเท่านั้น แต่สามารถระบุได้ว่าเราจะอยู่ฝั่งไหนของตลาด ทั้งนี้ทั้งนั้นจุดเข้าเทรดยังคงต้องหาให้เจอก่อนที่แนวโน้มจะเปลี่ยนไป
- ตรวจสอบสัญญาณยืนยันเข้าเทรดอีกครั้ง (Confluence): ยิ่งมีปัจจัยหลายๆอย่างชี้นำไปยังทิศทางเดียวกันมากเท่าไหร่ โอกาสชนะก็ยิ่งสูง ควรมองหาแนวโน้มทั้งในกรอบเวลาใหญ่ (HTF) และในกรอบเวลาเล็กว่ามีทิศทางไปในทางเดียวกันไหม ดูว่าราคาตอบสนองอย่างรุนแรงหรือไม่ ณ ระดับราคาที่สำคัญ เช่น แนวรับ หรือแนวเส้นค่าเฉลี่ย MA
- รู้ว่าเมื่อไหร่แนวโน้มกำลังจะสิ้นสุดลง: การที่โครงสร้างของราคาเกิดการหัก เช่น ช่วงขาขึ้น (Uptrend) ที่ไม่สามารถทำจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงกว่าได้ คือสัญญาณที่ชัดเจนแล้วว่าให้ออกจากการเทรดหรือประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้ง อย่าทนถือออเดอร์แล้วหวังว่าแนวโน้มจะเด้งกลับมา

การเทรดตามแนวโน้ม คืออะไร
เทรดตามแนวโน้ม (Trend trading) คือ การเข้าเทรดในช่วงตรงกลางของตลาดในระหว่างที่ราคามีการเคลื่อนไหว โดยเข้าตรงจุดที่มีความน่าจะเป็นไปได้สูงมากกว่าการเข้าเทรดแบบเดาๆจากจุดราคาที่ต่ำสุดหรือสูงสุด นักเทรดส่วนมากจะไม่สนใจสัญญาณรบกวนแบบรายวัน แต่จะคอยติดตามการเคลื่อนตัวของกลุ่มสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อราคาเป็นระยะสัปดาห์หรือเป็นเดือน ตลาดที่มีทิศทางที่ชัดเจนมักจะมีโมเมนตัมอยู่เบื้องหลังและการเข้าเทรดในช่วงโมเมนตัมนี้หมายถึงการเข้าเทรดร่วมไปกับกลุ่มเงินทุนของสถาบันเหล่านั้น เพราะมีออเดอร์ที่มีขนาดใหญ่มากพอที่จะผลักดันราคาให้วิ่งไปในทิศทางเดียวได้เป็นเวลานาน ทำให้เกิดแนวโน้มที่มีความแข็งแกร่งสูง ดังนั้นหากเทรดสวนทางกับแนวโน้มจะเป็นการรับความเสี่ยงที่เกินจำเป็น
เคล็ดลับในการเทรดตามแนวโน้ม:
- หาทิศทางให้เจอก่อนเสมอ: ก่อนเข้าเทรด ต้องยืนยันแนวโน้มที่สำคัญให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง
- รอจังหวะราคาย่อตัว (Pullbacks): แม้แต่แนวโน้มหรือทิศทางที่มีความชัดเจนมากๆ ยังต้องรอจังหวะการย่อตัวก่อนที่จะไปต่อ เพราะจังหวะนี้คือโอกาสในการเข้าเทรดมากกว่าการที่เข้าเทรดในจุดที่ราคาเพิ่งทะลุ (Breakout) เพราะราคาอาจตึงเกินไป ควรรอให้สัญญาณยืนยันก่อน เช่น ราคาลงมาทดสอบที่แนวรับสำคัญหรือเส้น MA หรือ มีการปฏิเสธราคาอย่างรุนแรงและปิดแท่งเทียนในทิศทางของแนวโน้ม
- หมั่นบริหารความเสี่ยง: ทยอยปิดออเดอร์เพื่อทำกำไรเป็นระยะๆ (Scaling Out) เมื่อราคาเดินทางไปถึงเป้าหมายในแต่ละระดับเพื่อล็อคกำไร โดยไม่ต้องพยายามหาจุดออกที่สมบูรณ์แบบ
- รู้ว่าตอนไหนควรอยู่นิ่งๆ: การเทรดตามแนวโน้มก็สามารถบอกได้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะถอยออกมาเมื่อโครงสร้างตลาดสูญเสียไปแล้ว เช่น ราคาที่อยู่ในช่วงขาขึ้นแต่ไม่สามารถสร้างจุดต่ำสุดที่สูงขึ้นได้ ทำให้โครงสร้างตลาดแบบนี้ไม่อาจไว้วางใจได้อีกแล้ว การประเมินสถานการณ์จะช่วยให้ไม่ใช้อารมณ์ตอบโต้มากจนเกินไป
หลักการสำคัญคือ วิธีเปลี่ยนการวิเคราะห์ตลาดให้กลายเป็นการกระทำ ด้วยการทำให้ทุกการตัดสินใจมีกรอบที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่เดาทิศทางของตลาด ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องของการทำนายอนาคตแต่คือการมองให้ออกว่าราคากำลังทำไรอยู่ แล้วค่อยเทรดไปในทิศทางเดียวกับกันนั้น การเทรดตามแนวโน้มจะช่วยให้นักเทรดอยู่ฝั่งที่มีความเป็นไปได้สูงเพื่อเข้าเทรด ไม่ใช่การเทรดสวนทาง
การใช้เส้นแนวโน้ม ในการเทรดคืออะไร
การเทรดด้วยเส้นแนวโน้มคือรูปแบบการเทรดตามแนวโน้มประเภทหนึ่งที่โฟกัสในการหาจุดเข้า-ออกโดยเฉพาะ โดยจะเน้นพื้นฐานความแม่นยำในการตีเส้น หากตีเส้นผิดก็จะให้สัญญาณที่ผิดจุดหรือสัญญาณหลอก (False Signals) หากต้องการตีเส้นให้ได้แบบเป๊ะๆ จะต้องมีวินัยในการฝึกฝนอย่างมาก เมื่อลากเส้นได้ถูกต้องแล้วจะสามารถหามุมเฉียงของแนวรับสำหรับเทรนด์ขาขึ้น (uptrends) หรือแนวต้านสำหรับเทรนด์ขาลง (downtrends) ได้อย่างแน่นอน ทีนี้มาดูวิธีเข้า-ออกออเดอร์กันว่าทำอย่างไร
สัญญาณการเข้าเทรดจะมีอยู่สองวิธีในการเทรดตามแนวโน้ม ซึ่งทั้งสองแบบจะใช้ราคาปิดของแท่งเทียนเป็นตัวยืนยันเพื่อบอกว่าแนวโน้มยังได้ผลอยู่
- ไส้เทียนปฏิเสธราคา (Rejection Wick): เมื่อไส้เทียนได้แทงทะลุเส้นแนวโน้ม แต่ภายหลังสามารถปิดแท่งเทียนกลับมาในทิศทางเดียวกับแนวโน้มหลักได้
- การปิดแท่งเทียนอย่างสมบูรณ์: เมื่อราคาแตะที่แนวโน้ม (โดยที่ยังไม่ทะลุ) และปิดแท่งเทียนอย่างสมบูรณ์แบบในทิศทางเดียวกับแนวโน้มหลัก
อย่างที่บอกไปข้างต้นไม่ว่าจะเทรดด้วยวิธีไหน การบริหารความเสี่ยงคือหัวใจในการเทรดตามเส้นแนวโน้ม ทีนี้มาดูสองวิธีที่สำคัญในการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการขาดทุนมากจนไปเกินและสามารถหาจุดออกเทรดได้
- การวางคำสั่ง Stop-loss ไว้ที่ฝั่งตรงข้ามของเส้นแนวโน้ม: ถ้าแท่งเทียนกำลังจะปิดเกินออกนอกเส้นแนวโน้ม แสดงว่าการตีเส้นที่ผ่านมานั้นใช้ไม่ได้แล้ว เพราะเส้นแนวโน้มในจุดนี้ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นแนวรับแนวต้านได้อีกต่อไป
- จัดการออเดอร์ตามหลักการเทรดตามแนวโน้ม: โดยแบ่งทยอยทำกำไรเมื่อถึงเป้าหมายหรือใช้คำสั่ง Trailing Stop เพื่อปกป้องผลกำไรเอาไว้
จุดเด่นของงการเทรดด้วยเส้นแนวโน้มคือเหมาะสำหรับนักเทรดที่ชอบการวิเคราะห์แบบรูปภาพและทำความแบบแผนอย่างชัดเจนมากกว่าการอ่านข้อมูลจากเครื่องมือหลายๆตัวพร้อมกัน ข้อดีที่เห็นได้ชัดจากการเทรดตามเส้นแนวโน้มคือความชัดเจนในการตัดสินใจ ไม่ว่าราคาจะอยู่ตามเส้นแนวโน้มหรือไม่ วิธีนี้ที่ดูเหมือนง่ายแต่จริงๆแล้วคือการเทรดด้วยวินัยและต้องทำตามอย่างเคร่งครัด
ทางเลือกอื่นๆในการเทรด
การเทรดตามแนวโน้มถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่นิยมเทรดกันมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่วิธีการเทรดที่อยากแนะนำเพียงอย่างเดียว เพราะการเทรดตามแนวโน้มต้องใช้ความอดทนมาก ไม่มีวิธีเทรดรูปแบบไหนที่ดีกว่ารูปแบบใดรูปแบบหนึ่งและก็ไม่มีวิธีเทรดรูปแบบไหนที่พิสูจน์ได้ว่าสามารถทำกำไรได้มากกว่าวิธีอื่นๆ รูปแบบวิธีการเทรดที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและคววามผันผวนที่นักเทรดแต่ละคนสนใจ วิธีการเทรดที่เหมาะสมจะต้องสามารถใช้ได้ในระยะยาว ทีนี้มาดูสองทางเลือกในการเทรดด้วยวิธีอื่นๆกัน
สวิงเทรด (Swing Trading)
คือการเทรดที่มุ่งเน้นการเก็บกำไรจากแนวโน้มรอง (Secondary Trends) ด้วยการถือออเดอร์ไว้เป็นเวลาประมาณ 2-3 วัน วิธีการเทรดแบบนี้เหมาะสำหรับนักเทรดที่มองหาจุดลงตัวระหว่างการเทรดแบบระยะสั้น (scalping) และการเทรดแบบระยะยาว (trend trading)
เก็งกำไรในระยะสั้น (Scalping)
นักเทรดสายเกร็งกำไรระยะสั้นคือกลุ่มที่ตามล่าโมเมนตัมด้วยความเร็งสูง แต่ต้องต่อสู้กับค่าสเปรดและความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขาย นักเทรดจะต้องเข้า-ออกการเทรดในช่วงวินาทีต่อวินาทีหรือแบบนาที แต่เงื่อนไขที่ทำให้นักเทรดเหล่านี้สามารถเอาชนะได้คือการเกาะไปกับพวกคลื่นโมเมนตัมเล็กๆที่วิ่งไปในทิศทางเดียวกับกระแสคลื่นใหญ่หรือโมเมนตัมใหญ่นั้นเอง
สรุป
การวิเคราะห์แนวโน้มไม่ใช่เพียงแต่การคาดเดาว่าราคาจะวิ่งไปในทิศทางไหน แต่เป็นการมองให้ออกว่าราคากำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้และเทรดไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งเส้นแนวโน้ม (Trendlines) และเครื่องมือโมเมนตัมต่างๆ ล้วนเป็นอุปกรณ์ในการใช้หาความได้เปรียบของทิศทาง ไม่ใช่ลูกแก้ววิเศษที่ทำนายอนาคต สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นักเทรดเห็นภาพทิศทางของราคาที่ชัดเจนขึ้นพร้อมช่วยระบุระดับราคาที่มีโมเมนตัมที่แสดงแนวโน้มว่าจะไปต่อหรือเริ่มพัง เมื่อนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้รวมกันก็จะกลายเป็นจุดแข็งในการ เทรดตามแนวโน้ม และด้วยเส้นแนวโน้มนั้นเอง สิ่งสำคัญอีกอย่างคือควรมีวินัยในการยืนอยู่ฝั่งเดียวกับตลาดจนกว่าตัวเลขและโครงสร้างราคาจะส่งสัญญาณให้ออกตลาดนั้นเอง แทนที่จะเดามั่วไปว่าควรอยู่ที่จุดสูงสุดหรือต่ำสุดให้เสียเวลา ข้อคิดสุดท้ายนี้ ควรฝึกใช้บัญชีทดลอง เพราะจะช่วยให้คุณโฟกัสที่กระบวนการก่อตัวของโครงสร้างราคาในกราฟแบบค่อยเป็นค่อยไป และจะทำให้คุณเปลี่ยนจากนักเทรดมือสมัครเลยเป็นมืออาชีพได้เร็วขึ้น