EC Academy > ระดับกลาง > ตัวชี้วัดเศรษฐกิจ ส่งผลอย่างไรกับการเทรด |รวมเทคนิควิเคราะห์ข่าวสำคัญ

ตัวชี้วัดเศรษฐกิจ ส่งผลอย่างไรกับการเทรด |รวมเทคนิควิเคราะห์ข่าวสำคัญ

สารบัญ

ไม่ว่าจะเป็นการเทรดคู่สกุลเงินฟอเร็กซ์ เทรดหุ้น หรือเทรดทองคำ การประกาศข่าวสำคัญต่างๆสามารถขับเคลื่อนตลาดได้อย่างรุนแรง การลงทุนในการเคลื่อนไหวของตลาดด้วยการ เทรดตามข่าว นั้นควรเริ่มจากการทำความเข้าใจความสำคัญของ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจ ทั้งหมดจึงเป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์ภาคเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐาน ในบทความนี้จะครอบคลุมเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงการนำเทคนิคนี้ไปใช้ในการเทรดรูปแบบใหม่คือ การเทรดตามข่าว และสุดท้ายคือการอ่าน ปฏิทินเศรษฐกิจ ที่จะช่วยลดเสียงรบกวนในตลาดและทำให้มองเห็นโอกาสชัดเจนขึ้น

ตัวชี้วัดเศรษฐกิจ คืออะไร?

ตัวชี้วัดเศรษฐกิจ อย่าง ค่า GDP และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค คือข้อมูลที่ประกาศโดยรัฐบาล ธนาคารกลาง หรือพูดง่ายๆก็คือตัวชี้วัดสุขภาพของเศรษฐกิจ ข้อมูลเหล่านี้มีค่ามากกว่าแค่ปฏิทินเศรษฐกิจ เพราะมันคือการตรวจเช็คสุขภาพของเศรษฐกิจโดยรวมที่ส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยและกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินและสินทรัพย์ต่างๆ การวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์มหภาคเกี่ยวข้องกับการติดตามการเปลี่ยนแปลงในการคาดการณ์ต่างๆโดยเฉพาะจากกลุ่มสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่มีการเคลื่อนไหว เพราะสามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเคลื่อนไหวของราคาในตลาด

ปฏิทินเศรษฐกิจมีข้อมูลเชิงลึกมากมายจนบางครั้งไม่รู้ว่าควรจะโฟกัสที่จุดไหน สำหรับนักเทรดแล้ว การที่มีเครื่องมือ หรือ อินดิเคเตอร์ในการหาตัวชี้วัดเศรษฐกิจคือสิ่งที่สำคัญอย่างมากในตลาดการเงินและควรที่จะใส่ใจ ดังนั้นการวิเคราะห์ภาคเศรษฐกิจจะเริ่มจากรายละเอียดในแต่ละจุด ดังนี้

  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (Gross Domestic Product)
  • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI)
  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence)
  • ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index)
  • ดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index)
  • อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate)
  • การจ้างงานนอกภาคการเกษตร  (Non-Farm Payroll)
  • ดัชนียอดค้าปลีก  (Retail Sales)
  • การผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production)

วิธีการอ่านตัวเลข ตัวชี้วัดเศรษฐกิจ

การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจที่ดีไม่ได้หมายความว่าต้องอ่านทุกข่าวที่ประกาศออกมา แต่มันคือการรู้ว่าสิ่งไหนกำลังให้สัญญาณและทำไมถึงสามารถขับเคลื่อนราคาได้ ทีนี้มาดูตัวชี้วัดเศรษฐกิจแต่ละตัวกันว่าสามารถวัดค่าอะไรและสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อนักเทรดได้หรือไม่ เริ่มกันเลย

  • GDP หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ คือหนึ่งในตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่มีประโยชน์มากที่สุดเพราะเป็นการยืนยันภาพรวมของเศรษฐกิจ ถึงแม้จะเป็นตัวชี้วัดแบบตามที่ใช้ข้อมูลในอดีต (lagging indicator) ก็สะท้อนให้เห็นสภาวะต่างๆในปัจจุบันได้ช้ากว่ากลุ่มตัวชี้วัดนำ(forward-looking measures) อย่าง ค่า PMI และ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค 

  • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (PMI) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค คือกลุ่มตัวชี้วัดนำ หมายถึงการคาดการณ์ไปข้างหน้าด้วยการใช้อารมณ์และกิจกรรมของข้อมูลเพื่อส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังมุ่งไปในทิศทางไหน นักเทรดมักจะโฟกัสที่ข้อมูลเหล่านี้เพราะสะท้อนถึงการตัดสินใจของภาคธุรกิจและผู้บริโภคที่ค่อยๆเปลี่ยนไปก่อนที่จะเห็นค่า GDP ตามมาทีหลัง

หากค่า PMI และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอ่อนตัวลงเรื่อยๆ อาจจะไม่ใช่สัญญาณที่แน่นอนเสมอไป แต่คือสัญญาณการเติบโตขึ้นทีละนิดด้วยความเสี่ยงที่น้อยกว่า ทริคสำหรับนักเทรดคือการโฟกัสที่จุดป้องกันสถานะของตัวเองจนกว่าข้อมูลจะคงที่  อีกสองตัวชี้วัดนำที่มีประโยชน์คือกลุ่มใบอนุญาตก่อสร้าง หรือ พูดง่ายๆก็คือกลุ่มที่บอกสัญญาณล่วงหน้าสำหรับการก่อสร้างและอุปสงค์ต่อสินเชื่อ รวมไปถึงยอดสั่งซื้อสินค้าต่างๆสำหรับธุรกิจหรือโปรเจ็คในระยะยาว

  • ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) คือสองตัวชี้วัดตามเศรษฐกิจที่สามารถบอกภาวะเงินเฟ้อของเศรษฐกิจได้ ยิ่งเงินเฟ้อมีอิทธิพลมากเท่าไหร่ การคาดการณ์ดอกเบี้ยจากธนาคารในอนาคตก็จะสูงขึ้น การที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นจะยิ่งเพิ่มอุปสงค์ต่อสกุลเงินนั้นและทำให้ค่าเงินแข็งมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากค่าเงินเฟ้อต่ำลง ธนาคารกลางก็จะลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้ความต้องการสกุลเงินนั้นน้อยลง ทั้งหมดนี้จึงส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าของสกุลเงิน ยกตัวอย่างเช่น สกุลเงิน US (ดอลล่าสหรัฐ) เมื่อระบบธนาคารกลางของสหรัฐ (Fed) ได้ประกาศอัตราดอกเบี้ยจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแนวโน้มต่อคู่สกุลเงินที่มีสกุลเงิน US ทุกคู่

  • ตัวเลขจากอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และรายงานการจ้างงานนอกภาคการเกษตร  (Non-Farm Payroll) ถือเป็นกลุ่มตัวชี้วัดตาม จะสามารถวัดกลไกตลาดแรงงานในระบบเศรษฐกิจได้ ยิ่งตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไหร่ยิ่งแสดงถึงเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้นเท่านั้น หมายความว่าผู้บริโภคก็จะใช้จ่ายมากขึ้นกว่าเดิม แต่ทว่ายิ่งผู้คนใช้จ่ายมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งส่งผลต่อเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางอย่าง Fed ต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ทั้งหมดนี้จึงส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าของสกุลเงิน อย่างเช่น ดอลล่าสหรัฐ  ในทางตรงกันข้ามก็เหมือนกัน หากตลาดแรงงานมีความอ่อนตัวลง ก็จะทำให้ค่าเงินอ่อนลงไปด้วย

  • ดัชนียอดค้าปลีกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม คือตัวชี้วัดที่คล้ายๆกันเพราะสามารถติดตามสภาวะของเศรษฐกิจแบบ Real-time ได้มากกว่าแค่สัญญาณยืนยัน ทั้งสองตัวชี้วัดนี้ถือเป็นพื้นฐานในการอ่านเศรษฐกิจว่ากำลังขยายตัวหรือหดตัวด้วยการแสดงให้เห็นว่าแต่ละภาคส่วนกำลังทำอะไร ตรรกะนี้คล้ายๆกับข้อมูลของอัตราการจ้างงานที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นเช่นกัน หากกิจกรรมของแต่ละภาคส่วนในเศรษฐกิจแข็งแรงขึ้น ก็จะส่งสัญญาณค่าเงินแข็งตัวมากยิ่งขึ้น หากกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจอ่อนตัวลงก็จะทำให้ค่าเงินอ่อนนั้นเอง

ตัวอย่างเครื่องมือ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจ ต่างๆ

การวิเคราะห์เศรษฐกิจอย่างเฉียบคมตลอดช่วงเวลาทำให้นักเทรดรู้ว่าข่าวไหนที่สำคัญต่อพวกเขา แต่ทว่าไม่ใช่เพียงแค่ตัวชี้วัดเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ช่วยนักเทรดได้มากอีกอย่างคือการที่รู้ว่าตลาดจะมีการตอบสนองอย่างไร เพราะการตอบสนองของตลาดสามารถสร้างแรงกระทบได้สองทาง ได้แก่

  1. แบบคลื่นกระแทกทันที (the surprise) : เมื่อตลาดมีการเคลื่อนที่และมีช่องว่างระหว่างผลลัพธ์ที่แท้จริงกับสิ่งที่ถูกคาดการณ์ไว้ อย่างเช่น การรายงานการจ้างงานที่ผลลัพธ์ออกมาเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ นักเทรดก็จะพยายามประคองให้อยู่ในตลาดได้นานและก็จะส่งผลให้กับสกุลเงิน  หากผลลัพธ์ออกมาตรงกันข้ามกับที่คาดการณ์ไว้ ก็จะส่งผลในทางตรงกันข้าม

  1. แบบคลื่นละรอก (the ripple effect): การที่ข้อมูลสำคัญได้ถูกประกาศออกมายากมากที่จะกระทบแค่ในตลาดเดียว ไม่ว่าจะเป็นการอ่อนตัวลงของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือว่าข้อมูลของภาคอุตสาหกรรม ก็ล้วนส่งผลกระทบถึงหุ้น ความผันผวนอย่างรุนแรงนี้จะกดให้นักเทรดต้องเข้าหาตลาดที่ปลอดภัยกว่า โดยเฉพาาะในส่วนของคู่สกุลเงิน ที่สามารถเปลี่ยนจากสินทรัพย์ที่ปลอดภัยเป็นสินทรัพย์ที่ทุกคนพากันเทขาย 

การเทรดตามข่าว คืออะไร

การเทรดตามข่าว คือการที่นักเทรดจะส่งคำสั่งซื้อขายตามการตอบสนองของตลาดต่อการรายงานเศรษฐกิจมหภาค ไม่ว่าจะมาจากการประกาศของธนาคารกลาง หรือ เหตุการณ์ระดับโลกที่ไม่คาดถึง จุดสำคัญของการเทรดตามข่าวคือการเตรียมตัวเพื่อรับมือ นักเทรดที่ยังขาดประสบการณ์อาจจะยังทำผิดพลาดบ้างในการตอบโต้กับสถานการณ์นี้ เพราะการตอบโต้ต้องอาศัยความรวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครสามารถเอาชนะระบบอัลกอลิทึ่มได้ในเรื่องของความเร็ว นี่ก็คือสาเหตุว่าทำไมคนที่ประสบความสำเร็จในการเทรดตามข่าวต้องอาศัยการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจร่วมด้วยเพื่อตัดสินใจล่วงหน้าว่าต้องรับมืออย่างไรกับข้อมูลที่ได้รับนี้

วิธีการเทรดตามข่าวมีดังนี้

  1. เริ่มจากการเลือกติดตามข่าวหรือเหตุการณ์ที่สำคัญ เพราะไม่ใช่ทุกข่าวหรือเหตุการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนตลาดได้ นี่คือสาเหตุว่าทำไมนักเทรดถึงเลือกที่จะโฟกัสทีละจุดที่สำคัญเท่านั้น โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวกับการขับเคลื่อนจากทางกลุ่มสถาบันใหญ่ๆ ต่อมาคือการใช้ปฏิทินเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือและมีข้อมูลที่อัพเดทแล้วเท่านั้น เมื่อทำการเทรดตามข่าว จะทำให้นักเทรดอยู่เหนือกว่าการคาดการณ์ของแต่ละข่าวหรือเหตุการณ์ได้
  2. เปรียบเทียบการคาดการณ์กับผลลัพธ์จริง ทุกการเทรดสร้างมาจากการวิเคราะห์เศรษฐกิจโดยเริ่มจากคำถามเดียวเท่านั้นก็คือ ผลลัพธ์ตอนนี้คือคลื่นกระแทกใช่หรือไม่ แล้วกำลังมุ่งไปยังทิศทางไหน เพราะตลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง Sideway จะยังไม่มีทิศทางที่แน่นอน พวกเขาจะตอบสนองแตกต่างกันระหว่างผลลัพธ์และการคาดการณ์ที่เป็นเอกฉันท์ การตอบสนองที่ส่งผลแบบคลื่นกระแทกจะขับเคลื่อนตลาด ยิ่งคลื่นมีความแรงเท่าไหร่ ยิ่งมีแรงขับเคลื่อนมากยิ่งขึ้น ถ้าตัวเลขออกมาใกล้เคียงกับการคาดการณ์ การเคลื่อนที่ของตลาดก็จะไม่ค่อยขยับมากนักเพราะผลลัพธ์จริงนั้นใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
  3. อย่าเพิ่งเข้าเทรดตอนที่ตลาดกำลังพุ่งตัวขึ้น เมื่อข่าวไปสร้างคลื่นกระแทกแรกๆ ราคามักจะกระโดดพุ่งขึ้นจากร้อยๆ pips ภายในวินาที สเปรดในช่วงเวลานี้จะกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและความสภาพคล่องก็จะน้อยลง ส่งผลให้เมื่อส่งคำสั่งซื้อขายอาจได้อีกราคาหนึ่งที่แตกต่างจากราคาที่ตั้งใจทำออเดอร์ไว้ การเทรดในช่วงระหว่างนี้ถือว่าเสี่ยงมากและทำให้นักเทรดส่วนมากสูญเสียเงินมากกว่าที่วางแผนไว้ โดยเฉพาะบัญชีที่มีเงินทุนน้อยอยู่แล้ว
  4. รอการกลับมาทดสอบที่แนวรับ-แนวต้านเดิม เมื่อความผันผวนในตลาดได้สงบลงหลังจากที่ราคาได้พุ่งขึ้นไปนั้น นักเทรดส่วนใหญ่มักจะมองหาการทดสอบของกราฟราคาว่าจะกลับลงมาที่ระดับแนวรับ-แนวต้านเดิมหรือไม่ โดยเฉพาะแนวระดับราคาเดิมก่อนที่จะพุ่งขึ้นไป มาถึงจุดนี้แล้ว สภาวะตลาดก็จะคงที่และเห็นทิศทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

หนึ่งกฎที่สำคัญ คือ นักเทรดควรหลีกเลี่ยงการวางคำสั่ง Stop-loss ใกล้กับช่วงการประกาศข่าว เพราะเมื่อสเปรดเริ่มขยายตัว ก็อาจทำให้เกิดการล้างพอร์ตขึ้นได้ทันที แทนที่จะค่อยๆเทรดด้วย position ขนาดเล็กก่อนเพื่อให้มีพื้นที่เผื่อการขยายตัวของสเปรดนั้นเอง

สองกลยุทธ์หลักของการ เทรดตามข่าว

การเทรดตามข่าวไม่ใช่การคาดเดาจากข้อมูลที่ได้รับ แต่คือการอ่านสภาวะตลาดให้ออกว่าช่วงไหนคือการตอบสนองหรือการโดนคลื่นกระแทก จะมีสองวิธีหลักๆที่นักเทรดมักจะใช้ในการเทรดตามข่าว

1. การเทรดตามข่าวแบบ Conservative (รอจังหวะคอนเฟิร์ม)

คือการเฝ้ารอก่อนที่จะทำการเทรดโดยยังไม่กดปุ่มซื้อหรือขายจนกว่าจะได้ข้อมูลที่สามารถยืนยันได้และจนกว่าสภาวะตลาดจะกลับมาสงบนิ่ง โดยเฉพาะการรอเพื่อที่จะให้ช่องวางของสเปรดกลับมาอยู่ในระดับที่ปกติและคอยรอเข้าเทรดเมื่อราคากำลังจะกลับตัวลงมาที่ระดับสำคัญ  ช่วงแรกๆอาจจะมีพลาดบ้าง แต่การเทรดก็ขึ้นอยู่กับสัญญาณยืนยันจังหวะเข้าเทรดมากกว่าการเดา

2. การเทรดแบบ Aggressive  (เทรดทั้งสองขา)

เป็นการเทรดแบบไม่ต้องรอการคาดการณ์ของผลลัพธ์ใดๆ เพราะนักเทรดจะออกคำสั่งซื้อขายทั้งสองฝั่งในตลาดก่อนที่จะมีการประกาศข่าว ถ้าราคาทะลุก็กดซื้อ ถ้าราคาไม่มีแรงพุ่งขึ้นก็กดขาย การออกคำสั่งซื้อขายแบบนี้ถือว่าเสี่ยงมาก เพราะสเปรดจะค่อยๆขยายตัวออกในช่วงระหว่างก่อนการประกาศข่าว ทำให้อาจโดนคำสั่ง Stop-loss ก่อนที่ข่าวจะประกาศออกมา

อีกอย่างก็คือหากตัวเลขที่ประกาศออกมาใกล้เคียงกับที่ถูกคาดการณ์ไว้ ตลาดก็จะมีความผันผวนอย่างมาก นักเทรดกลุ่มนี้มักจะรีบปิดออเดอร์ก่อนที่จะมีการประกาศข่าวและก่อนที่กราฟราคาจะแสดงแนวโน้มที่แท้จริง ทำให้ราคามีการเคลื่อนไหวขึ้นๆลงๆอย่างรุนแรง ส่วนในตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ (thin market) แม้แต่ออเดอร์ที่มีปริมาณเล็กน้อยก็สามารถทำให้กราฟเหวี่ยงไปมาได้ ทำให้โดนคำสั่ง Stop-loss ทั้งสองฝั่งก่อนที่ราคาที่แท้จริงจะตั้งตัว

อันที่จริง นักเทรดส่วนใหญ่มักจะรอก่อนในช่วงที่จะมีการประกาศข่าวสำคัญใหญ่ๆโดยที่ยังไม่กระโดดเข้าเทรดทันที การที่กราฟราคาพุ่งภายใน 5 นาทีก็สามารถล้างพอร์ตทั้งเดือนได้ เพราะฉะนั้นจงระวังไว้เพราะว่าไม่คุ้มที่จะเสี่ยง

การ เทรดตามข่าว มีอยู่สองประเภท

รวมข้อผิดพลาดในการเทรดตามข่าว

การเทรดตามข่าวสามารถมอบโอกาสที่รวดเร็วได้ แต่ก็สามารถชี้ให้เห็นถึงข้อเสียที่อาจซ่อนไว้ในช่วงตลาดที่กำลังซบเซา อย่างเช่น การวางแผนที่ไม่ดีพอ หรือ การวาง position ที่ใหญ่เกินไปและไม่สอดคล้องกับการคาดการณ์ในตอนที่กดคำสั่งซื้อขาย ดังนั้น จุดสำคัญที่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีเมื่อทำการเทรดตามข่าวคือ การหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การสูญเสียอย่างรับไม่ได้ ด้านล่างนี้คือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นไปในช่วงการเทรดข่าว:

  1. อย่าสนใจการคาดการณ์ต่างๆ

สิ่งแรกที่นักเทรดมือใหม่มักจะทำผิดพลาดอยู่บ่อยๆในการวิเคราะห์ภาคเศรษฐกิจ คือการโฟกัสแค่ที่ตัวเลขที่ประกาศออกมา ทั้งที่จริงๆแล้วตลาดมักจะตอบสนองต่อส่วนต่างระหว่างตัวเลขจริงและตัวเลขที่ถูกคาดการณ์เอาไว้ การที่ไม่รู้ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ย (consensus forecast) จะทำให้ไม่มีข้อมูลที่เพียงพอที่จะบอกได้ว่าตัวเลขจริงที่ประกาศออกมานั้นสร้างความตกใจให้กับตลาดหรือไม่

2. ใช้เลเวอเรจมากเกินไป

ในช่วงที่มีการประกาศข่าวสำคัญใหญ่ๆ การเกิด slippage และสเปรดกว้างขึ้นคือเรื่องปกติการใช้เลเวอเรจที่สูงเกินไปอาจทำให้ไม่มีพื้นที่ที่เพียงพอ ในความเป็นจริง แค่ส่วนต่างเล็กๆน้อยๆในการวางคำสั่งซื้อขายก็สามารถสร้างความเสียหายมากกว่าที่วางแผนไว้

3. เทรดทุกครั้งที่มีการประกาศข่าว

การเทรดตามข่าวไม่ได้หมายความว่าจะต้องเทรดทุกครั้งตามข่าวที่มีผลกระทบที่รุนแรง เพราะไม่ใช่ทุกข่าวที่คุ้มค่าที่จะเข้าเทรด ในหลายๆการประกาศข่าวสำคัญก็ไม่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยและบางครั้งแค่ข่าวปั่นที่สร้างกระแสทำให้กราฟพุ่งเป็นระยะๆโดยไม่มีนัยสำคัญอะไร แนวทางการเทรดตามข่าวที่ดีกว่าคือการโฟกัสแค่การประกาศข่าวที่มีศักยภาพมากพอที่จะสามารถขับเคลื่อนความคาดหวังของตลาดต่อทิศทางนโยบายของธนาคารกลางได้

4. ตีความผิด ไม่รู้ว่าอะไรกำลังขับเคลื่อนตลาดที่แท้จริง

อีกหนึ่งข้อผิดพลาดในการวิเคราะห์ภาคเศรษฐกิจคือการตัดสินจากการใช้เครื่องมือต่างๆ (indicators) ไม่ว่าจะเป็นอินดิเคเตอร์แบบชี้วัดนำ (leading indicator) หรือ อินดิเคเตอร์แบบชี้วัดตาม (lagging indicator) แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเทรดตามข่าวคือ การที่รู้ว่าประกาศข่าวในแต่ละครั้งมีประสิทธิภาพมากพอที่จะสามารถเปลี่ยนอัตราตัวเลขการคาดการณ์เพื่อทำให้กลุ่มสถาบันใหญ่ๆเปลี่ยน position ได้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ถึงแม้ว่า ค่า CPI และข้อมูลอัตราการจ้างงานคือตัวชี้วัดแบบตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถขับเคลื่อนตลาดได้

กฎง่ายๆ สำหรับการเทรดตามข่าว คือการที่รู้ตัวเลขคาดการณ์ รู้ว่าถ้าผลออกมาเซอร์ไพรส์ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งจะมีความหมายอย่างไร และกำหนดขนาด position ให้รองรับสภาวะการเทรดที่เลวร้ายที่สุด

กฏการเทรดตามข่าว

สรุป การใช้ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจ

การที่จะเชี่ยวชาญในการใช้ตัวชี้วัดเศรษฐกิจ ต้องใช้เวลาและอาศัยการฝึกฝนเพื่อวิเคราะห์ภาคเศรษฐกิจโดยที่ไม่ต้องรีบ  ข้อมูลที่สำคัญคือตัวเลขการคาดการณ์กับตัวเลขในการประกาศจริง โดยเฉพาะการหาตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ย (consensus forecast)  และสามารถนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับตัวเลขในการประกาศจริงได้  ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขในตอนประกาศจริง ทั้งหมดนี้ควรจะสร้างความตกใจให้กับตลาดเพื่อขับเคลื่อน ตั้งแต่การอ่านข้อมูลต่างๆ ตามด้วยการคาดการณ์และความอดทนในการรอเพื่อที่จะสร้างแผนการเข้าเทรดที่ค่อยเป็นค่อยไปในการเทรดตามข่าว สำหรับนักเทรดมือใหม่ วิธีที่ฉลาดที่สุดคือการเฝ้าดูและรอจังหวะที่ตัวเองมีความสามารถมากพอที่จะเทรดตามข่าวได้เพื่อเตรียมตัวรับมือกับสิ่งต่างๆที่อาจเกิดขึ้น