รวมการวิเคราะห์ รูปแบบกราฟราคา พร้อมเทคนิคการหาจุดเข้าเทรด
สารบัญ
สิ่งหนึ่งที่นักเทรดมักจะใช้ในการวิเคราะห์กราฟราคาเพื่ อหาแนวโน้มและโครงสร้างของตลาด คือการสังเกตุการเคลื่อนที่ของราคาที่มักจะมีรูปแบบซ้ำๆเดิมๆ หรือที่เรียกกันว่า รูปแบบกราฟราคา (Chart Patterns) ถึงแม้ว่าอาจจะดูคล้ายกับรูปแบบกราฟแท่งเทียน (Candlestick Patterns) แต่จริงๆแล้ว กราฟแท่งเทียนนั้นมีไว้เพื่อสังเกตุแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆในการเคลื่อนที่ของกราฟราคา (เช่น จากแท่งเทียน 1 แท่ง กลายเป็น 3 แท่ง) แต่ในการเทรดด้วยการใช้รูปแบบกราฟราคา คือการมองในภาพรวมที่กว้างขึ้นโดยการจับช่วงที่ตลาดกำลังใบ้ให้สัญญาณ มาวิเคราะห์ว่าจะมีการเคลื่อนที่ไปในทิศทางไหนและจะสังเกตุ พฤติกรรมกราฟราคา อย่างไร บทความนี้จะแนะนำเรื่องพื้นฐานในการสังเกตุรูปแบบกราฟราคา จาก รูปแบบ Head and Shoulder, รูปแบบสามเหลี่ยม (Triangle Chart Pattern) , และ รูปแบบ Flag พร้อมวางแผนการเทรดตามจังหวะ (breakout trade) ด้วยความมั่นใจ
รูปแบบ Head and Shoulders
กราฟรูปแบบประเภทนี้มักจะแสดงเมื่อเทรนด์ขาขึ้น (uptrend) เริ่มหมดแรงส่ง และแต่ละการเคลื่อนไหวเริ่มไม่สามรถทำจุดสูงสุดได้อีกต่อ แสดงถึงการไม่มีสัญญาณที่มีนัยสำคัญในการไปต่อ ทำให้ฝั่งแรงขายเริ่มปรากฎขึ้นมา
การก่อตัว: ส่วนหัวและไหล่ทั้งสองข้างจะค่อยๆก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเมื่อราคาได้พุ่งตัวมาและย่อตัวลง (pulls back) จนเกิดเป็นไหล่ทางด้านซ้าย (Left Shoulder) ถัดมาเมื่อราคาพุ่งขึ้นสูงอีกครั้งแล้วก็ย่อตัวลงมาอีกครั้ง โดยราคาที่ย่อตัวลงครั้งนี้จะเป็นแนวระดับที่ลึกกว่าระดับก่อนหน้านี้หรือว่าราคาทะลุไปแล้ว (breakout) ทำให้เกิดส่วนหัวขึ้นมา (Head) ต่อมาเมื่อราคาพยายามพุ่งขึ้นอีกครั้งแต่ก็ยังไม่สามารถพุ่งขึ้นสูงจนถึงระดับก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดไหล่ด้านขวา (Right Shoulder) ซึ่งตรงจุดนี้เองที่นักเทรดหลายๆคนมักจะตีความหมายไปเลยว่ากำลังจะเสียแรงฝั่งซื้อแล้ว เพราะตัวไหล่ขวาจะเป็นการยืนยันอีกครั้งว่าราคาเริ่มเคลื่อนที่อ่อนตัวลง
วิธีการเทรดกราฟราคารูปแบบ Head and Shoulders: เริ่มจากการสังเกตุที่เส้นคอหรือว่า neckline จะทำหน้าที่เชื่อมต่อกับอีกทั้งสองฝั่งของส่วนหัว (head) ทำให้ก่อตัวเป็นระดับแนวรับ นักเทรดที่มีประสบการณ์มักจะรอให้ตัวแท่งเทียนปิดตัวด้านล่างของส่วนตรงคอ เพื่อยืนยันว่ารูปแบบนี้ได้ก่อตัวสมบูรณ์แล้วก่อนเริ่มเข้าเทรด สำหรับการตั้งเป้าหมายราคา (Price target) ให้วัดระยะห่างจากส่วนหัวจนถึงเส้นคอ แล้วนำระยะนี้ไปวัดต่อลงมาจากจุดที่เกิดการทะลุ (breakout)
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: นักเทรดมือใหม่นักจะทำพลาดด้วยการเข้าเทรดทันทีที่ราคาแตะตรงจุดทะลุเส้นคอ แต่ทว่าหลังจากนั้นราคากลับดีดตัวกลับพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกกันว่า หลอกทะลุ (Fakeout)
ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่มีรูปแบบใดที่สามารถการันตีการเคลื่อนไหวล่วงหน้าได้ ข้อดีของรูปแบบโครงสร้างนี้คือ ช่วยให้มีการวางแผน ให้เห็นจุดเข้าที่ชัดเจนและมีเหตุผลสนับสนุนให้เข้าเทรดมากกว่าการคิดไปเอง

รูปแบบสามเหลี่ยม (Triangle Chart Pattern)
ถัดมาคือรูปแบบสามเหลี่ยม กราฟราคารูปแบบนี้มักจะให้สัญญาณบางอย่าง เช่น กำลังเคลื่อนที่ไปในทิศทางนั้นๆต่อไป หรือว่า กำลังจะกลับตัวหรือเปลี่ยนทิศทาง กราฟลักษณะนี้มักจะแสดงให้เห็นเมื่อตลาดอยู่ในสภาววะบีบตัว (Contracting) อย่างเช่น การสวิงของกราฟเริ่มเล็กลง ความผันผวนเริ่มลดลงและราคาเริ่มถูกบีบให้อยู่ระหว่างสองเส้นแนวโน้มที่วิ่งเข้าหากัน ทำให้เกิดเป็นรูปแบบกราฟสามเหลี่ยม (Triangle Chart Pattern) ดังนั้นกราฟสามเหลี่ยมนี้ไม่ได้ให้สัญญาณแบบตรงๆ แต่ใช้เป็นจุดที่บอกได้ว่ากำลังจะเกิดการทะลุ (Breakout) เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้ว กราฟราคาจะเคลื่อนไหวเร็วมากขึ้น และนี่คือ ตัวอย่าง 3 รูปแบบกราฟสามเหลี่ยม ดังต่อไปนี้
- รูปแบบสามเหลี่ยมไต่ขึ้น (Ascending Triangle): เกิดขึ้นเมื่อราคาขึ้นไปทดสอบตรงจุดเพดานหรือแนวต้านเดิมซ้ำๆ โดยมีจุดต่ำสุดที่ยกสูงขึ้นเรื่อยๆอยู่ด้านล่าง
- รูปแบบสามเหลี่ยมไต่ลง (Decending Triangle): เมื่อราคาลงมาทดสอบที่พื้นห้องหรือแนวรับซ้ำๆ โดยมีจุดสูงสุดที่ลดต่ำลงเรื่อยๆอยู่ด้านบน
- รูปแบบสามเหลี่ยมสมมาตร (Symmertrical Triangle): เมื่อราคาถูกกดมาจากทั้งสองฝั่ง จะเกิดจุดสูงสุดที่ต่ำลงและจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น ทำให้เกิดการบีบตัวเข้าหากันจนฝั่งใดฝั่งหนึ่งจะทะลุ
การก่อตัว: การก่อตัวของรูปแบบกราฟสามเหลี่ยมจะเกิดขึ้นหลังจากที่ราคาได้เคลื่อนไหวในระยะใหญ่สักพัก แล้วฝั่งแรงซื้อกับแรงขายเกิดการคุมเชิงกันชั่วคราว โดยที่ยังไม่มีฝั่งไหนที่สามารถสร้างแนวโน้มใหม่ได้เพียงพอ ทำให้การวิ่งของกราฟราคาในจุดนี้แคบลงเรื่อยๆจนเกิดเป็นรูปร่างสามเหลี่ยมขึ้นมา การทำงานของกราฟรูปแบบนี้เสมือนกับสปริงที่ถูกกด ยิ่งกราฟราคาถูกบีบไว้เท่าไหร่ พลังงานที่สะสมจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวตามมา เพราะกราฟราคาลักษณะแบบนี้จะไม่สามารถถูกกดไว้ได้ตลอด
วิธีการเทรดกราฟราคารูปแบบสามเหลี่ยม: ให้สังเกตุแท่งเทียนที่ปิดนอกเส้นสามเหลี่ยมอย่างชัดเจน เพราะคือการยืนยันว่าตลาดได้เลือกฝั่งแล้วและสามารถใช้เป็นสัญญาณในการเข้าเทรดได้ ไม่ใช่แค่ลงไปแตะกรอบแนวรับหรือแนวต้าน ควรวัดความสูงของสามเหลี่ยมจากจุดที่กว้างที่สุดแล้วนำระยะนั้นไปวัดต่อจากจุดที่ทะลุ ถ้าราคาเคลื่อนที่ถอยกลับมาข้างในสามเหลี่ยมหลังจากทะลุไปแล้ว ให้ถือว่ารูปแบบสามเหลี่ยมนี้ยังใช้ไม่ได้ และควรจะปิดสถานะทันที
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: นักเทรดมือใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์มักจะเข้าเทรดเร็วจนเกินไปเพียงเพราะเห็นกราฟราคาเป็นรูปร่างสามเหลี่ยม ทั้งที่ในความเป็นจริง นักเทรดเหล่านี้ไม่ควรที่จะเดาทิศทางล่วงหน้าไปเองจนกว่าตลาดจะเกิดการทะลุจริงๆ

รูปแบบธง (Flag Patterns)
กราฟราคารูปแบบธง คือ ช่วงที่กราฟกำลังพักตัวในกรอบที่แคบหลังจากการเคลื่อนไหวระยะใหญ่มาสักพัก เพราะน้อยมากที่ตลาดจะมีแรงพุ่งไปยังทิศทางใดทิศทางหนึ่งโดยที่ไม่มีการพักเลย การคาดการณ์ของกราฟรูปแบบนี้คือ เมื่อตลาดได้พักตัวเรียบร้อยแล้ว แนวโน้มเดิมจะกลับมาและวิ่งต่อไปในทิศทางเดิม ทีนี้มาดู 2 รูปแบบกราฟธง ดังนี้:
- รูปแบบธงขาขึ้น (Bull Flag): จะเกิดขึ้นหลังจากการพุ่งขึ้นของกราฟราคาอย่างรุนแรง (เสมือนกับเสาธง) หลังจากนั้นราคาจะย่อตัวเพื่อพักในกรอบแคบๆโดยยังคงมีความเฉลียงอยู่เล็กน้อย
- รูปแบบธงขาลง (Bear Flag): ตรงกันข้ามกับข้างต้น จะเกิดขึ้นหลังจากราคาได้ทิ้งตัวอย่างรุนแรง จากนั้นจะค่อยๆกลับขึ้นไปช้าๆภายในช่องแคบ
วิธีการเทรดกราฟราคารูปแบบธง: ควรรอให้ราคาเกิดการทะลุ (breakout) และปิดแท่งเทียนนอกกรอบของธงในทิศทางเดียวกับแนวโน้มก่อนหน้านี้ก่อนที่จะเข้าเทรด การตั้งเป้าหมายทำกำไรสามารถทำได้โดยการวัดความสูงของเสาธง แล้วนำระยะนั้นไปวัดต่อจากจุดที่เกิดการทะลุ และหากราคาปิดกลับเข้ามาอยู่ในกรอบธง ให้ถือว่ายังใช้ไม่ได้
ตัวอย่างกราฟราคารูปแบบธงที่ไม่สมบูรณ์ (Failed Flag): โดยทั่วไปกราฟรูปแบบธงจะต้องรักษาความแคบและการบีบตัวคงไว้ หากมีการย่อตัวในธงขาลง หรือว่ากมีการย้อนกลับ (bounce) ในธงขาขึ้น ย้อนขึ้นมาเกินครึ่งของการเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ แสดงว่ารูปแบบธงนี้ใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะหากกรณีนี้เกิดขึ้น ตลาดไม่ได้แค่หยุดพักแต่กำลังเข้าสู่งช่วงการกลับตัวหรือเข้าสู่ช่วงผันผวนและเคลื่อนที่แบบไม่มีทิศทาง (Messy Range)

กลยุทธ์การเทรด รูปแบบกราฟราคา
แม้ว่าการสังเกตุกราฟราคาในรูปแบบต่างๆนั้นเป็นทักษะที่มีประโยชน์ แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมดในการเรียนรู้เพราะอีกครึ่งหนึ่งคือการที่รู้จักการทำทำไรจากรูปแบบกราฟต่างๆได้ ดังนั้นจึงขอรวบรวม 4 ขั้นตอนที่เป็นประโยชน์ในการเปลี่ยนจากการอ่านกราฟราคาแต่ละรูปแบบมาเป็นวิธีในการวางแผนสำหรับการหาจุดเข้าเทรด (entry point) การกำหนดความเสี่ยงและการหาเป้าหมายในทุกๆครั้ง
1. เริ่มจากการสังเกตุบริบทภาพรวม
ก่อนที่จะกำหนดว่ากราฟราคานี้คือรูปแบบสามเหลี่ยมหรือธง ลองซูมกราฟออกมาดูแบบกว้างๆก่อนเพื่อสังเกตุดูในกรอบเวลาที่ใหญ่กว่า (HTF) ว่าแนวโน้มเป็นอย่างไร มีระดับแนวรับแนวต้านที่สำคัญอยู่ตรงไหน เพราะการเทรดตามรูปแบบกราฟราคาที่สวนทางกับแนวโน้มหลักในระดับรายวันมักจะต้องการสัญญาณยืนยันที่ชัดเจนและสามารถควบคุมความเสี่ยงได้
2. รอสัญญาณการยืนยัน
นักเทรดที่ขาดทุนจากการเทรดตาม รูปแบบกราฟราคา มักจะเกิดจากการที่เข้าเทรดล่วงหน้าก่อนเพราะคาดว่ากราฟกำลังจะเบรกแทนที่จะรอสัญญาณยืนยันให้ชัดเจนก่อน ซึ่งสามารถสังเกตุได้โดยทั่วไป ดังนี้:
- สำหรับรูปแบบ Head and Shoulders ควรจะรอให้แท่งเทียนปิดข้างล่างเส้นคอ (neckline)
- สำหรับรูปแบบธง ต้องให้แท่งเทียนปิดทะลุออกนอกกรอบพักตัว (consolidation channel)
3. กำหนดจุดยกเลิกเงื่อนไขของรูปแบบกราฟราคา
การตั้งคำสั่ง Stop-loss ถือว่าเป็นความเข้าใจแบบผิดๆ เพราะไม่ใช่แค่จุดที่นักเทรดสามารถรับความสูญเสียได้ เพราะหากราคายังคงวิ่งกลับมาและยืนในจุดที่ไม่ควรอยู่ แสดงว่าการตั้งค่ารูปแบบนี้ล้มเหลวและควรจะปิดสถานะทันที
- สำหรับรูปแบบ Head and Shoulders ไหล่ขวาคือจุดที่สามารถยืนยันว่ารูปแบบนี้ได้ล้มเหลวแล้ว และควรตัดขาดทุนตรงจุดนี้
- สำหรับรูปแบบธง จุดตัดขาดคือฝั่งตรงข้ามของโครงสร้าง เช่น ตรงขอบล่างของธงขาลง (bull flag) และขอบบนสำหรับธงขาขึ้น (bear flag)
4. กำหนดเป้าหมายอย่างมีระบบและสม่ำเสมอ
กำหนดเป้าหมายก่อนเข้าเทรดจะช่วยให้มีแผนอัตราผลตอบแทนความเสี่ยงได้อย่างมีระบบ
- ในรูปแบบ Head and Shoulders ควรวัดระยะจากยอดของเส้นคอและนำไปวัดต่อเทียบจากจุดที่เกิดการทะลุ
- ในรูปแบบธง ควรวัดความสูงของเสาธงและนำไปวัดต่อจากจุดที่ทะลุ

พฤติกรรม รูปแบบกราฟราคา ในแต่ละตลาด
ถึงแม้จะรู้วิธีการมองกราฟราคาในรูปแบบต่างๆได้กับทุกตลาดหลักและสามารถใช้สะท้อนพฤติกรรมราคาพื้นฐานได้แบบเดียวกัน แต่ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างสินทรัพย์แต่ละประเภทคือ สภาวะตลาด ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการแสดงรูปแบบกราฟแต่ละรูปแบบและยังส่งผลต่อผลลัพธ์ของการเทรดโดยตรง ทีนี้มาดูกันว่าสิ่งที่นักเทรดควรจะเจอในตลาดหลักทั้ง 3 ตลาดมีอะไรบ้าง
ตลาด Forex
รูปแบบกราฟราคาในตลาดฟอเร็กซ์จะมีความต่อเนื่องนานกว่าเพราะตลาดเปิดทำการ 24 ชั่วโมงตลอด 5 วันทำการ ซึ่งจะแตกต่างจากตลาดหุ้นที่มีการปิดและเปิดใหม่ทุกวัน ทำให้เกิดช่องว่างของราคา ความต่อเนื่องของตลาดฟอเร็กซ์นี้ทำให้เกิดเส้นแนวโน้ม (trendlines) และการบีบพักตัวที่สามารถสังเกตุได้ง่ายกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงลง เพราะยิ่งการเทรดแบบทะลุในช่วงที่มีการประกาศข่าวสำคัญหรือตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคเมื่อไหร่ ค่าสเปรดและการเกิด slippage ก็อาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างรุนแรง
ตลาดหุ้น (Equities)
การเทรดกราฟราคาในตลาดหุ้นในรูปแบบต่างๆ สิ่งที่สำคัญคือต้องคำนึงถึงช่วงเวลาของเหตุการณ์ที่กำหนดไว้และการเปลี่ยนแปลงของสภาพการส่งคำสั่งจากช่วงเวลาหนึ่งไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง เพราะหุ้นไม่ได้รับอิทธิพลจากการปิดตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงรายงานผลประกอบการ การคาดการณ์ผลดำเนินงาน และข่าวสำคัญข้ามคืนอีกด้วย ซึ่งสามารถสร้างช่องว่างราคาขนาดใหญ่ได้จนข้ามแนวระดับสำคัญไปได้หรือทำให้เสียรูปแบบกราฟราคาก่อนที่จะสมบูรณ์
ตลาดคริปโทเคอร์เรนซี (Crypto)
รูปแบบราคาในตลาดนี้สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยมากเพราะเป็นตลาดที่เปิด 24/7 แต่เนื่องจากธรรมชาติของตลาดคริปโต จึงมีความผันผวนที่สูงมาก ทำให้นักเทรดหลายๆคนเจอสัญญาณหลอก (False Breakouts) อยู่บ่อยๆและเกิดการกลับตัวของรูปแบบอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การเทรดแบบทะลุจึงมีความเสี่ยงที่ล้มเหลวสูงกว่าตลาดอื่นๆที่มีความผันผวนน้อยกว่า
โดยรวม บริบทของแต่ละตลาดจะเป็นตัวกำหนดว่ารูปแบบกราฟราคานั้นๆจะน่าเชื่อถือแค่ไหน เพราะการจดจำกราฟราคาในรูปแบบต่างๆเป็นเพียงแค่หนึ่งในกระบวนการเทรดเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการปรับความเสี่ยง การกำหนดขนาดสัญญาและการคาดการณ์ให้สอดคล้องกับสภาพคล่องและโครงสร้างข่าวสารของแต่ละตลาด เพียงเท่านี้ก็สามารถนำการเทรดตามรูปแบบกราฟราคาต่างๆนำไปใช้จริงได้กับทุกประเภทสินทรัพย์ได้
สรุป
การเทรดด้วยรูปแบบกราฟราคาไม่ใช่เรื่องของการทำนายอนาคตแต่เป็นเรื่องของกระบวนการที่มีระบบและมีวินัย ไม่ว่ากราฟจะมีรูปแบบสามเหลี่ยม แบบธง และไม่ว่าจะเทรดในตลาด Forex หรือ ตลาดหุ้น กระบวนการทำงานยังคงเหมือนเดิม เริ่มจากการรอสัญญาณยืนยันก่อน ต่อด้วยการกำหนดจุดตัดเมื่อสัญญาณผิดพลาด และปล่อยให้เป้าหมายราคาเป็นไปตามระยะทางที่วัดได้ เมื่อวางแผนตามกระบวนการอย่างถูกต้องแล้ว ทุกๆรูปแบบราคาจะกลายเป็นการตั้งค่าที่สามารถทำตามได้เรื่อยๆ แทนที่จะเดาการเทรดแบบครั้งต่อครั้ง