สอน อ่านกราฟเทรด Forex เรื่องพื้นฐานที่ต้องรู้ ฉบับมือใหม่
การอ่านกราฟ Forex นับว่าเป็นสกิลหรือทักษะอย่างหนึ่งที่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนและพัฒนาตลอดเวลา สำหรับมือใหม่อาจจะยังไม่สามารถวิเคราะห์กราฟราคาในการเทรดได้ภายในข้ามคืน แต่การศึกษาและทำความเข้าใจการ อ่านกราฟเทรด Forex จะช่วยให้มีพื้นฐานความรู้เพื่อนำไปต่อยอดเองได้ไม่ว่าจะเป็นการอ่านกราฟ เทรดหุ้น หรือ กราฟฟอเร็กซ์อย่าง คู่สกุลเงินยอดนิยม เช่น EUR/USD ดังนั้น บทความนี้จึงอยากรวบรวมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการอ่านกราฟราคาในการเทรดฟอเร็กซ์ รวมถึงการอ่านแกนของกราฟ การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคา ประเภทของกราฟเทรดไม่ว่าจะเป็น กราฟแท่งเทียน กราฟแท่ง กราฟเส้น และวิธีการดู แนวรับ-แนวต้าน แม้ว่าการอ่านกราฟและการวิเคราะห์ตลาดจะดูเป็นเรื่องทางเทคนิคแต่หากเรียนรู้แบบค่อยเป็นค่อยไปจากพื้นฐาน ไม่ว่ามือใหม่หรือมือโปรก็จะเข้าใจการทำงานของกราฟเทรดและนำไปใช้วิเคราะห์ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
รู้จักแกนกราฟ ในการ อ่านกราฟเทรด Forex
พื้นฐานการอ่านกราฟ Forex คือต้องหาวิธีดูแกนของกราฟก่อน โดยทั่วไปแล้วแกนกราฟจะมีอยู่สองฝั่ง คือ แกนของราคาและแกนของเวลา
แกนราคา คือแนวตั้ง เพื่อแสดงถึงอัตราการแลกเปลี่ยนของคู่สกุลเงิน ยกตัวอย่าง กราฟของคู่สกุลเงิน EUR/USD ที่มีตัวเลขกำลังวิ่งขึ้น-ลงตามแกนแนวตั้งแสดงถึงมูลค่าของสกุลเงินยูโรต่อสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
แกนเวลา คือแนวนอน ที่ใช้แสดงถึงช่วงเวลาของราคานั้นๆที่เกิดขึ้น โดยสามารถปรับช่วงเวลาของกราฟเทรดได้ มักเรียกว่า timeframe หรือ กรอบเวลา เช่น 1 นาที 1 ชั่วโมง และ 1 วัน ยกตัวอย่าง กราฟที่มีกรอบเวลา 1 ชั่วโมงบนแกนแนวนอนจะแสดงการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงทุกๆ 1 ชั่วโมงเท่านั้น
การเลือกกรอบเวลาที่ดีที่สุดก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าเทรดอะไรและเทคนิคที่ใช้ในการเทรด ยกตัวอย่าง สำหรับนักเทรดสายเกร็งกำไรระยะสั้นหรือสาย scalper มักจะใช้กรอบเวลาที่มีการอัพเดทราคาล่าสุด หมายความว่าการอ่านกราฟเทรดนี้จะใช้ช่วง timeframe แบบ 1 นาที หรือ 5 นาที แต่สำหรับนักเทรดแบบสาย swing หรือสายทำกำไรจากการแกว่งของราคา มักจะใช้กรอบช่วงเวลาแบบ 1 วัน หรือดูกราฟแบบรายสัปดาห์
สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่นักเทรดต้องระวังคือโดยทั่วไปแล้วแพลตฟอร์มการเทรดมักจะตั้งค่าตั้งต้นไว้ตามเวลาเซิร์ฟเวอร์ของโบรกเกอร์มากกว่าตามเวลาของนักเทรด เพราะฉะนั้นจึงควรระมัดระวังในเรื่องของเวลาการประกาศข่าวเศรษฐกิจหรือข่าวสำคัญต่างๆว่ากราฟที่เห็นนั้นกำลังใช้ timezone ไหนแสดงราคา เพื่อความแม่นยำนักเทรดควรติดตามข่าวและดูช่วงเวลาการประกาศอย่างใกล้ชิด

การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาในกราฟฟอเร็กซ์
การตีความหมายของการเคลื่อนไหวของราคาคือปัจจัยหลักในการอ่านกราฟเทรดฟอเร็กซ์ สิ่งแรกที่ควรรู้คือการอ่านอัตราการแลกเปลี่ยนของคู่สกุลเงิน เพราะทุกคู่สกุลเงินจะมีฝั่งที่เป็นสกุลเงินหลักและฝั่งที่เป็นสกุลเงินรอง มาดูตัวอย่างของคู่ฟอเร็กซ์ยอดนิยมอย่าง คู่ EUR/USD ในกรณีนี้ฝั่งสกุลเงินยูโร (EUR) จะเป็นสกุลเงินหลักและสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) จะเป็นสกุลเงินอ้างอิง ถ้าคู่สกุลเงินนี้มีอัตราการแลกเปลี่ยนที่ 1.1700 จะหมายถึง 1 ยูโร มีค่าเท่ากับ 1.17 ดอลลาร์สหรัฐ ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนนี้เพิ่งขึ้นไปที่ 1.2000 จะหมายความว่าค่าเงินยูโรแข็งกว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ถ้าราคากลับไปฝั่งตรงกันข้ามแสดงว่าค่าเงินยูโรนี้อ่อนลง
ต่อมาคือการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละช่วงกรอบเวลาหรือ Timeframe (TF) เพราะการโฟกัสแค่กรอบเวลาช่วงเวลาเดียวไม่เพียงพอที่จะเห็นภาพรวมทั้งหมดได้ นักเทรดควรดูราคาในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่าง ช่วงกรอบเวลาแบบใหญ่ เช่น รายวัน (daily) แบบรายสัปดาห์ (weekly) หรือแบบเล็ก เช่น 15 นาที หรือ ดูกราฟแบบ 1 ชั่วโมง
ราคาที่เคลื่อนไหวแบบ timeframe ใหญ่จะแสดงแนวโน้ม (Trend) ราคาของคู่สกุลเงินนั้นๆ ในขณะเดียวกัน ถ้าใช้ timeframe แบบเล็กหรือแบบย่อยจะช่วยหาจุดเข้าซื้อ-จุดออกได้ นักเทรดส่วนใหญ่ที่ดูแค่กราฟแบบระยะสั้นจะไม่สามารถบริหารความเสี่ยงได้ดีเพราะมันเหมือนกับการเล่นเกมแบบสุ่มๆนั้นเอง

ประเภทของกราฟเทรด Forex
กราฟในการเทรดฟอเร็กซ์คือเครื่องมือหลักที่ใช้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงอัตราการแลกเปลี่ยนของคู่สกุลเงินในทุกช่วงเวลา การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการอ่านกราฟ Forex จะช่วยให้นักเทรดสามารถระบุเทรนด์และระดับราคาที่ตั้งใจจะเข้าตลาดได้ หากไม่สามารถอ่านกราฟได้ก็เหมือนกับการดูแค่ตัวเลขเปล่าๆ ดังนั้น มาดู 3 ประเภทกราฟหลักที่นักเทรดนิยมใช้กัน มีดังนี้
1. กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart)
กราฟแท่งเทียน คือกราฟที่นักเทรดนิยมใช้มากที่สุด เนื่องจากมีข้อมูลที่ครบถ้วน โดยแต่ละแท่งเทียนจะแสดงราคาเปิด (Open) ราคาสูงสุด High ราคาต่ำสุด Low และราคาปิด (Close) หรือเรียกกันย่อๆว่า OHLC ในช่วงเวลานั้น ส่วนที่เป็นลำตัว (สี่เหลี่ยม) จะแสดงระยะห่างระหว่างราคาเปิดและราคาปิด หากลำตัวเป็นสีเขียวหมายความว่าราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด แต่หากเป็นสีแดง หมายความว่าราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด ส่วนที่เป็นไส้เทียน (หรือเส้นบาง ๆด้านใน) ที่ยื่นออกมาทั้งด้านบนและล่างของลำตัว จะแสดงราคาสูงสุดและต่ำสุดของช่วงเวลานั้น ซึ่งการแสดงในรูปแบบกราฟแท่งเทียนในลักษณะนี้จะช่วยให้นักเทรดสามารถวิเคราะห์ทิศทาง ช่วงราคาและโมเมนตัมได้พร้อมกัน ทำให้กราฟแท่งเทียนเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการเทรด Forex เป็นอย่างมาก
2. กราฟแท่ง (Bar Chart)
คือการแสดงผลข้อมูลราคาทั้ง 4 ค่า OHLC เช่นเดียวกับกราฟแท่งเทียนเพียงแต่เป็นอีกรูปแบบที่แตกต่างออกไป โดยกราฟแท่งแต่ละแท่งจะเป็นเพียงเส้นตั้งที่ปลายด้านบนจะแสดงราคาสูงสุด (High) และปลายด้านล่างจะแสดงราคาต่ำสุด (Low) นอกจากนี้ยังมีขีดเล็กๆด้านข้าง โดยขีดด้านซ้ายแทนราคาเปิด (Open) และขีดด้านขวาแทนราคาปิด (Close) โดยทั่วไปกราฟแท่งจะไม่มีการใช้สีแยกแยะทิศทาง แต่สามารถบอกทิศทางได้จากตำแหน่งของขีดทั้งสองข้าง หากขีดด้านขวาอยู่สูงกว่าขีดด้านซ้าย แสดงว่าราคากำลังปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกับราคาในทางตรงกันข้าม
3. กราฟเส้น (Line Chart)
กราฟเส้นมักถูกนำมาใช้เพื่อให้เข้าใจภาพรวมในระดับที่กว้างขึ้น เช่น การดูแนวโน้มระยะยาวของคู่สกุลเงิน กราฟประเภทนี้ช่วยให้นักเทรดมองเห็นจุดสูงสุดและจุดที่ต่ำสุด รวมถึงแนวรับและแนวต้านในภาพใหญ่ได้อย่างเรียบง่าย โดยไม่มีรายละเอียดปลีกย่อยจากความผันผวนระยะสั้นมารบกวนการวิเคราะห์

พื้นฐานการดูแนวรับ-แนวต้าน
พื้นฐานการทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวรับ-แนวต้านในกราฟเทรด Forex เป็นสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งเพื่อที่จะหาจุดเข้าซื้อ-จุดขาย มาดูวิธีการอ่านกัน
แนวรับ
ถ้าพูดถึงแนวรับ ลองเปรียบเสมือนกับพื้นที่รองรับราคา เมื่อระดับราคาตกลงมาถึง ณ ระดับหนึ่งและเกิดการกลับตัวขึ้น อันเนื่องมาจากการที่ราคานั้นร่วงลงมาแล้วมีคนเข้าซื้อเยอะ ณ จุดจุดนั้น จึงทำให้ราคาเด้งขึ้นกลับไป
แนวต้าน
สำหรับแนวต้านจะตรงกันข้ามกับแนวรับ ให้ลองนึกถึงเพดานที่เมื่อระดับราคาได้ไต่ขึ้นถึง ณ จุดจุดหนึ่งแล้วหยุดเพื่อกลับตัวลงมา เนื่องจากนักเทรดได้ทำการขายเมื่อเห็นว่าราคามีการไต่ขึ้นมาถึงระดับที่สูงแล้ว จนทำให้จำนวนคนขายมีมากกว่าจำนวนคนซื้อนั้นเอง ทำให้เกิดการเสียโมเมนตัมของช่วงขาขึ้น
ในความเป็นจริงนั้น ราคาแทบจะไม่กลับตัวในจุดเดิมทุกครั้ง โดยทั่วไปแล้วราคามักจะเลยจากจุดนั้นไปเล็กน้อยหรือก่อนถึงระดับนั้นเสมอ นักเทรดมืออาชีพจึงนิยมมองหาแนวรับ-แนวต้านในโซนราคา แทนที่จะมองเส้นราคาแบบเส้นใดเส้นหนึ่งแบบตายตัว ในบางครั้งราคามักจะทะลุแนวต้าน-แนวรับ เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้จะเปลี่ยนทิศทางของตลาดได้ทันที จากจุดที่เคยเป็นแนวรับ ก็อาจจะกลายเป็นแนวต้านได้ พูดง่ายๆก็คือการสลับหน้าที่กัน การที่ราคาหยุดที่ระดับแนวต้านแสดงถึงโมเมนตัมขาขึ้น (bullish momentum) และการที่ราคากลับตัวแสดงให้เห็นถึงราคากำลังกลับตัวสู่แนวรับ
ในทางกลับกัน เมื่อแนวรับถูกทำลายลงก็จะเป็นการส่งสัญญาณถึงโมเมนตัมขาลง (Bearish Momentum) ดังนั้นการดีดตัวกลับขึ้นมาหลังจากนั้น (หรือว่า Pullback) จะถูกมองว่าเป็นราคาที่แพงเกินไป (Overpriced) ซึ่งอาจจะส่งผลให้แนวรับที่ถูกทะลุนั้นเปลี่ยนหน้าที่กลายเป็นแนวต้านทันที อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าการทะลุกรอบทุกครั้งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแนวโน้มเสมอไป เพราะบ่อยครั้งมักจะเกิดเหตุการณ์ทะลุหลอก (หรือว่า False Breaks) ที่ราคามักพุ่งทะลุไปเพียงชั่วครู่ก่อนจะวิ่งกลับเข้ามา เพราะเหตุนี้นักเทรดจึงจำเป็นต้องแยกแยะให้ออกระหว่างการทะลุหลอก (False Break) กับการราคาทะลุรุนแรงและเกิดขึ้นจริง (Convincing Break)

สรุป
การทำความคุ้นเคยกับการอ่านกราฟเทรด Forex และค่อยๆเรียนรู้ฝึกฝนคือวิธีที่ดีที่สุดสำหรับนักเทรดมือใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดต่างๆในกราฟเทรด เช่น แกนกราฟ ประเภทของกราฟเทรดที่นิยมใช้กันและระดับราคาที่สำคัญ หากรู้สึกมั่นใจแล้วเกี่ยวกับการอ่านกราฟเทรด ก็จะสามารถเรียนรู้เทคนิคการเทรดที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ สามารถติดตามอ่านบทความต่อไปนี้ได้ที่ EC Academy