อธิบายต้นทุนการเทรด CFD: ต้นทุนที่แท้จริงของการเทรด CFD
การเข้าใจต้นทุนการเทรด CFD มีความสำคัญไม่แพ้กับการเข้าใจการเคลื่อนไหวของตลาด นักเทรดมือใหม่จำนวนมากมักให้ความสำคัญกับการดูว่าแต่ละออเดอร์มีกำไรหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทุกการเทรด CFD จะมีต้นทุนการเทรดที่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์โดยรวม ไม่ว่าตำแหน่งนั้นจะสร้างกำไรหรือขาดทุนก็ตาม
ต้นทุนการเทรดบางประเภทจะเกิดขึ้นเมื่อเปิดหรือปิดสถานะ ขณะที่บางประเภทอาจเกิดขึ้นเมื่อถือสถานะข้ามคืน แม้แต่ต้นทุนแต่ละรายการจะดูเหมือนน้อย แต่เมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกับนักเทรดที่เทรดบ่อย ก็อาจกลายเป็นจำนวนที่มากได้ การเข้าใจต้นทุนเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าควรพิจารณาอะไรบ้างเมื่อประเมินความคุ้มค่าที่แท้จริงของการเทรด CFD
ต้นทุนการเทรด CFD คืออะไร?
ต้นทุนการเทรดคือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเปิด ถือ และปิดสถานะการเทรด ต้นทุนเหล่านี้จะลดกำไรสุทธิของออเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ และเพิ่มขาดทุนสุทธิของออเดอร์ที่ไม่สำเร็จ
โบรกเกอร์แต่ละรายจะมีโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับเครื่องมือทางการเงินที่เทรด ดังนั้นนักเทรดควรเข้าใจค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะเปิดออเดอร์เสมอ
ทำไมต้นทุนการเทรด CFD จึงสำคัญ
แม้แต่นักเทรดที่มีกลยุทธ์ขั้นสูงและทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ ก็อาจได้ผลลัพธ์โดยรวมที่น่าผิดหวังหากมองข้ามต้นทุนการเทรดอยู่ตลอด
ตัวอย่างเช่น นักเทรดที่เทรดบ่อยในแต่ละวัน อาจต้องจ่ายค่าสเปรดหรือค่าคอมมิชชั่นซ้ำ ๆ หลายครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปเป็นสัปดาห์ เดือน หรือปี ต้นทุนสะสมเหล่านี้อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการเทรดโดยรวม
การเข้าใจต้นทุนการเทรดจะช่วยให้นักเทรดประเมินผลลัพธ์สุทธิได้แม่นยำยิ่งขึ้น และตั้งความคาดหวังเกี่ยวกับผลตอบแทนที่เป็นไปได้ได้อย่างสมจริงมากขึ้น
ราคา Bid และราคา Ask
ก่อนจะเข้าใจต้นทุนการเทรด ควรเข้าใจก่อนว่าราคาบนแพลตฟอร์มเทรดถูกเสนออย่างไร โดยทั่วไป CFD แต่ละตัวจะมี 2 ราคา คือ
- ราคา Bid คือราคาที่นักเทรดสามารถขายได้
- ราคา Ask คือราคาที่นักเทรดสามารถซื้อได้
ส่วนต่างระหว่างสองราคานี้เรียกว่า สเปรด
ตัวอย่างราคา Bid, ราคา Ask และสเปรด

แผนภูมินี้จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการอธิบายและให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน ข้อเสนอแนะการเทรด หรือสัญญาณตลาดจริง ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ใช่ตัวบ่งชี้ที่เชื่อถือได้ของผลการดำเนินงานในอนาคต
สเปรดคืออะไร
สเปรดเป็นหนึ่งในต้นทุนการเทรดที่พบได้บ่อยที่สุดในตลาด CFD เมื่อนักเทรดเปิดสถานะ โดยปกติจะซื้อที่ราคา Ask (ราคาสูงกว่า) และขายที่ราคา Bid (ราคาต่ำกว่า) ดังนั้นทุกการเทรดใหม่จะเริ่มต้นด้วยส่วนต่างเล็กน้อยระหว่างราคาที่เข้าและราคาที่ออก ณ ขณะนั้น
นั่นหมายความว่าสถานะจะต้องเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่นักเทรดต้องการอย่างน้อยเท่ากับขนาดของสเปรดก่อนจึงจะเริ่มมีกำไร ขนาดของสเปรดจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัย เช่น เครื่องมือทางการเงินที่เทรด สภาพคล่องของตลาด และสภาวะตลาดในขณะนั้น ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงหรือสภาพคล่องลดลง สเปรดอาจกว้างขึ้น ทำให้ต้นทุนในการเข้าและออกจากสถานะสูงขึ้นด้วย
ค่าคอมมิชชั่นคืออะไร
ผลิตภัณฑ์ CFD บางประเภทจะมีการคิดค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติมจากสเปรดของตลาดปกติ
ค่าคอมมิชชั่นคือค่าธรรมเนียมแยกต่างหากที่โบรกเกอร์เรียกเก็บสำหรับการดำเนินการเทรดแต่ละครั้ง
การคิดค่าคอมมิชชั่นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่เทรดและรูปแบบการคิดค่าธรรมเนียมของโบรกเกอร์ บางเครื่องมือจะรวมต้นทุนธุรกรรมไว้ในสเปรดเป็นหลัก ขณะที่บางเครื่องมือจะคิดทั้งสเปรดและค่าคอมมิชชั่น
ก่อนเปิดออเดอร์ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเข้าใจโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ใช้กับเครื่องมือที่ต้องการเทรด
ค่าใช้จ่ายข้ามคืน (Overnight Financing) คืออะไร
CFD เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลเวอเรจ เมื่อสถานะ CFD ที่ใช้เลเวอเรจยังคงเปิดอยู่หลังเวลาปิดตลาดในแต่ละวัน อาจมีการปรับค่าใช้จ่ายข้ามคืนเกิดขึ้น
การปรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า swap หรือ financing charge สะท้อนถึงต้นทุนในการถือสถานะที่ใช้เลเวอเรจข้ามวัน ขึ้นอยู่กับสถานะและอัตราดอกเบี้ยในขณะนั้น การปรับนี้อาจเป็นการหักเงินออกจากบัญชี หรือในบางกรณีอาจเป็นการเพิ่มเครดิตเข้าบัญชี
สำหรับนักเทรดที่ถือสถานะเป็นระยะเวลานาน ค่าใช้จ่ายข้ามคืนอาจกลายเป็นส่วนสำคัญของต้นทุนการเทรดโดยรวม
Slippage คืออะไร
ในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวเร็วหรือมีข่าวเศรษฐกิจสำคัญ ออเดอร์อาจไม่ได้ถูกดำเนินการที่ราคาที่ร้องขอเป๊ะ ๆ ความแตกต่างระหว่างราคาที่คาดว่าจะได้กับราคาที่ดำเนินการจริงนี้เรียกว่า Slippage
Slippage อาจเป็นบวกหรือเป็นลบก็ได้
- Slippage บวก คือเมื่อออเดอร์ถูกดำเนินการที่ราคาดีกว่าที่คาดไว้
- Slippage ลบ คือเมื่อออเดอร์ถูกดำเนินการที่ราคาแย่กว่าที่คาดไว้
แม้ว่า Slippage จะไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บโดยตรง แต่ก็ยังส่งผลต่อราคาที่ได้และอาจมีผลต่อผลลัพธ์การเทรดโดยรวม
ตัวอย่างต้นทุนการเทรด CFD
เพื่อให้เห็นภาพการทำงานร่วมกันของแต่ละองค์ประกอบ สมมติว่านักเทรดเปิดสถานะ CFD ที่ใช้เลเวอเรจมูลค่า £10,000
ต้นทุนการเทรดมีดังนี้:
- ค่าสเปรด £10 เมื่อเปิดสถานะ
- ค่าคอมมิชชั่น £5 เมื่อเปิดออเดอร์ และอีก £5 เมื่อปิดออเดอร์
- ถือสถานะข้ามคืน มีค่าใช้จ่ายข้ามคืน £3
ผลลัพธ์โดยรวมคือ:
- กำไรขั้นต้นจากการเทรด: £100
- หักค่าสเปรด: £10
- หักค่าคอมมิชชั่น: £10
- หักค่าใช้จ่ายข้ามคืน: £3
- กำไรสุทธิจากการเทรด: £77
แม้ว่าการเคลื่อนไหวของตลาดจะสร้างกำไรขั้นต้น £100 แต่นักเทรดจะเหลือเพียง £77 หลังหักต้นทุนการเทรดทั้งหมด ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าทำไมนักเทรดควรประเมินผลลัพธ์สุทธิ ไม่ใช่ดูแค่กำไรขั้นต้น
ผลลัพธ์สุทธิจากการเทรด = กำไรขั้นต้น − ต้นทุนการเทรดรวม
สรุป
การเข้าใจต้นทุนการเทรด CFD คือการมองให้ลึกกว่าการดูแค่ว่าออเดอร์นั้นได้กำไรหรือขาดทุน
สเปรด ค่าคอมมิชชั่น ค่าใช้จ่ายข้ามคืน และ Slippage ล้วนมีผลต่อความสามารถในการทำกำไรโดยรวมของแต่ละออเดอร์
การเข้าใจต้นทุนที่แท้จริงของการเทรดจะช่วยให้นักเทรดตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล ประเมินกลยุทธ์ได้แม่นยำขึ้น และไม่ประเมินผลตอบแทนสูงเกินจริง นักเทรดที่มีประสบการณ์จะพิจารณาทั้งโอกาสและต้นทุนของแต่ละออเดอร์ ไม่ใช่ดูแค่ผลตอบแทนที่เป็นไปได้เท่านั้น ทำให้สามารถเปรียบเทียบกลยุทธ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตัดสินใจได้ดีขึ้นในระยะยาว