ทำไมวันศุกร์ที่ประกาศตัวเลข NFP ถึงเขย่าตลาด
ลองจินตนาการถึงเหตุการณ์นี้: ช่วงบ่ายต้น ๆ ของวันศุกร์แรกของเดือน อยู่ ๆ กราฟในตลาดก็เริ่มแกว่งแรง – คู่สกุลเงินขึ้น ๆ ลง ๆ ดัชนีหุ้นขึ้น ๆ ลง ๆ และแม้แต่ทองคำก็ยังดูเหมือนจะตัดสินใจไม่ได้ ยินดีต้อนรับสู่วันประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls หรือ NFP) เดือนละครั้ง รายงานการจ้างงานของสหรัฐฯ นี้จะถูกเผยแพร่ออกมา และตลาดการเงินทั่วโลกก็มักจะหยุดชะงักและเตรียมรับแรงกระแทก
แล้ว NFP คืออะไร และทำไมมันถึงสร้างความปั่นป่วนได้มากขนาดนี้? อธิบายง่าย ๆ รายงาน NFP คือการนับจำนวนงานที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในเศรษฐกิจสหรัฐฯ รายเดือน โดยไม่รวมบางกลุ่ม เช่น แรงงานภาคเกษตร พนักงานภาครัฐ องค์กรไม่แสวงหากำไร และลูกจ้างในครัวเรือนส่วนตัว โดยพื้นฐานแล้ว ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่ามีคนทำงานอยู่เท่าไรในแรงงานหลักของสหรัฐฯ เนื่องจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ข้อมูลการจ้างงานอย่าง NFP จึงถูกมองว่าเป็นการตรวจสุขภาพเศรษฐกิจแบบเรียลไทม์ สำหรับนักเทรดและผู้กำหนดนโยบาย NFP เปรียบเสมือนการจับชีพจรของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่สำคัญคือ ไม่ได้เกี่ยวกับงานเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเลขการจ้างงานเหล่านั้นบ่งชี้ต่อเงินเฟ้อ โมเมนตัมการเติบโต และนโยบายอัตราดอกเบี้ยด้วย
มากกว่าตัวเลขพาดหัว: สี่ตัวเลขสำคัญที่ควรจับตา
เมื่อรายงาน NFP ถูกประกาศออกมา นักวิเคราะห์ตลาดที่มีประสบการณ์จะไม่เทรดจากตัวเลขการจ้างงานพาดหัวเพียงอย่างเดียว พวกเขาจะแยกรายงานออกเป็นองค์ประกอบสำคัญหลายส่วน ซึ่งแต่ละส่วนช่วยเล่าเรื่องราวคนละด้าน
การสร้างงาน คือจำนวนงานที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในภาคนอกเกษตร เป็นตัวชี้วัดโมเมนตัมโดยรวมของตลาดแรงงาน ตัวเลข NFP ที่แข็งแกร่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังเพิ่มการจ้างงานในอัตราที่ดี ขณะที่ตัวเลขที่อ่อนแอหรือเป็นลบจะส่งสัญญาณเตือนถึงการชะลอตัว
อัตราการว่างงาน คือสัดส่วนของแรงงานที่กำลังหางานอย่างจริงจังแต่ยังไม่มีงานทำ ซึ่งมักเคลื่อนไหวแยกจากตัวเลขพาดหัว อัตราการว่างงานที่ต่ำโดยทั่วไปสะท้อนถึงตลาดแรงงานที่ตึงตัว แต่ก็จำเป็นต้องตั้งคำถามว่าทำไมมันถึงต่ำ
รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง เป็นตัวชี้วัดการเติบโตของค่าจ้าง และมักเป็นส่วนที่ไวต่อเงินเฟ้อมากที่สุดของรายงาน หากค่าจ้างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หมายความว่าแรงงานมีอำนาจการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเตือนสำหรับธนาคารกลางสหรัฐฯ การเติบโตของค่าจ้างที่แข็งแกร่งสามารถแปลไปสู่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อในวงกว้างได้
เมื่อนำองค์ประกอบเหล่านี้มารวมกัน จะช่วยให้เห็นภาพที่ครบถ้วนกว่าการดูเพียงตัวเลขการจ้างงานพาดหัวเพียงอย่างเดียว
เมื่อข่าวดีอาจกลายเป็นข่าวร้าย
หนึ่งในความย้อนแย้งของวันประกาศ NFP คือ รายงานการจ้างงานที่ออกมาดีเกินคาดอาจทำให้ตลาดการเงินผันผวน เหตุผลอยู่ที่ความคาดหวังและปฏิกิริยาของธนาคารกลาง ในตลาดแรงงานที่ร้อนแรง นักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจอาจร้อนแรงเกินไป ทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวจากการที่ธุรกิจต้องจ่ายค่าจ้างสูงขึ้นและผู้บริโภคใช้จ่ายมากขึ้น ข่าวดีจะกลายเป็นข่าวร้ายเมื่อมันสนับสนุนเหตุผลให้เฟดต้องเข้มงวดนโยบายการเงิน
ปฏิกิริยาข้ามสินทรัพย์ในวันที่ NFP แข็งแกร่งมักเป็นไปตามรูปแบบนี้: ดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมักปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่สินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยเผชิญแรงกดดัน หุ้นอาจปรับตัวลงเนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ส่วนทองคำมักอ่อนค่าลงเมื่อ NFP กระตุ้นความคาดหวังในการขึ้นดอกเบี้ย
สิ่งที่สำคัญคือ “ความประหลาดใจ”
ตลาดไม่ได้ตอบสนองต่อตัวเลข NFP อย่างโดดเดี่ยว แต่ตอบสนองต่อช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับความเป็นจริง หากรายงานออกมาใกล้เคียงกับที่คาดไว้ ข่าวส่วนใหญ่จะถูกสะท้อนในราคาไปแล้ว แต่เมื่อ NFP เบี่ยงเบนจากฉันทามติอย่างมาก ความผันผวนจึงปะทุขึ้น ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าตัวเลขแข็งแกร่งหรืออ่อนแอเพียงใด แต่คือแข็งแกร่งหรืออ่อนแอเมื่อเทียบกับสิ่งที่ตลาดคาดหวังไว้
อีกประเด็นหนึ่งคือ การประกาศ NFP มักมาพร้อมกับการปรับปรุงข้อมูลย้อนหลัง การปรับปรุงเหล่านี้สามารถเปลี่ยนมุมมองของตลาดได้อย่างสิ้นเชิง และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ปฏิกิริยาแรกของตลาดมักไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย
สรุป
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรมีความสำคัญต่อ ตลาดอย่างมาก เพราะรายงานฉบับเดียวนี้ครอบคลุมทั้งการเติบโต เงินเฟ้อ และการตอบสนองเชิงนโยบายต่อทั้งสองปัจจัย วันประกาศ NFP อาจดูวุ่นวาย แต่ไม่ได้เกิดขึ้นแบบไร้ทิศทาง โดยสรุปแล้ว NFP ควรถูกมองว่าเป็นสัญญาณมหภาคที่มีคุณค่า มากกว่าจะเป็นเพียงตัวกระตุ้นการเทรดอย่างง่าย ๆ