EC Academy > พื้นฐาน > เทรด Forex รวย จริงไหม ? รู้จักวิธีทำกำไรและการบริหารความเสี่ยงที่ต้องมี

เทรด Forex รวย จริงไหม ? รู้จักวิธีทำกำไรและการบริหารความเสี่ยงที่ต้องมี

เทรด Forex รวย ด้วยการวางแผนกลยุทธ์การเทรด

หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าทำไมการเทรด Forex ถึงได้เป็นที่นิยมกันทั่วโลก ก็เพราะว่าฟอเร็กซ์เป็นตลาดที่ใครๆก็เข้าร่วมเทรดได้ง่ายและสามารถสร้างกำไรได้อย่างมหาศาล แต่ถึงอย่างไรก็ตามการเทรด Forex ก็มักจะตามมาด้วยความเสี่ยงมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการใช้ เลเวอเรจ ในการเทรด ว่าแต่การ เทรด Forex รวย จริงไหม ? เพราะฉะนั้นบทความนี้อยากจะนำเสนอการทำความเข้าใจการเทรด Forexให้ได้กำไร พร้อมแนะนำวิธี การบริหารความเสี่ยงในการเทรด Forex เพราะนักเทรดที่ประสบความสำเร็จล้วนมีความสามารถในการจัดการความเสี่ยง รู้จักวิธีควบคุมและการตั้งเป้าหมายที่เหมาะกับพอร์ตของตัวเอง

ทั้งหมดนี้คือปัจจัยสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักเทรดมือใหม่ที่กำลังลังเลว่าจะลอง เทรด forex ดีไหม ?  เพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพทั้งข้อดีและข้อเสียของการเทรดฟอเร็กซ์ พร้อมทั้งวิธีรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเพื่อที่จะสร้างกำไรให้ตัวเองได้

การ เทรด Forex คืออะไร 

ก่อนอื่นเลย คำว่า Forex ย่อมาจาก foreign exchange หรือการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน ก็คือกระบวนการซื้อสกุลเงินหนึ่งโดยการขายอีกสกุลเงินหนึ่งเพื่อสร้างกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาคู่สกุลเงินนั้นๆ  ตลาด Forex เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันทำการ  (หยุดทุกวันเสาร์-วันอาทิตย์) ซึ่งจะตรงกันข้ามกับตลาดหุ้นที่มีช่วงเวลาตลาดเปิดแต่ละชั่วโมงที่แตกต่างกันในแต่ละวัน หลายๆคนจึงมองว่าตลาดฟอเร็กซ์น่าดึงดูดมากกว่า แต่การที่จะกระโดดเข้าตลาด Forex เลยโดยที่ไม่มีวิธีป้องกันความเสี่ยงอาจทำให้เกิดการขาดทุนเกินควบคุม เพราะฉะนั้นการที่จะ เทรด Forex ให้ได้กำไรจะต้องมีแผนการรับมือความเสี่ยงที่เหมาะกับตัวเอง 

ข้อดีของการ เทรด Forex

เรามาทำความเข้าใจว่าทำไมตลาด Forex ถึงได้เป็นที่นิยมนัก นอกเหนือจากที่อธิบายไปข้างต้นแล้ว นี้คือ 5 ข้อดีของการ เทรด Forex

1. มีสภาพคล่องสูง: เนื่องจากตลาดฟอเร็กซ์มีการซื้อขายทุกวัน โดยคิดเป็นมูลค่าการเทรดรวมทั้งหมดมากกว่า 7 พันล้านเหรียญดอลล่าสหรัฐ ทำให้กลายเป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดและมีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้ทำให้นักเทรดสามารถซื้อขายได้โดยที่มีค่า slippage น้อย ทำให้สามารถส่งคำสั่งซื้อขายที่มีราคาใกล้เคียงกับราคาที่ตั้งใจไว้

2. เข้าถึงได้สะดวก: ทุกคนสามารถเข้าถึงตลาด Forex ได้ง่ายๆเพียงแค่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการเทรดจากคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ จึงทำให้การเทรดฟอเร็กซ์เป็นที่นิยมกันสุดๆ และในปัจจุบันนี้ยังมีอีกหลายโบรกเกอร์ที่ให้เราสามารถใช้เงินเริ่มต้นการเทรดเพียงเล็กน้อย เช่น โบรกเกอร์EC Markets โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินก้อนใหญ่อีกด้วย  ทำให้หลายๆคนสามารถเลือกเทรดได้ตามกำลังทรัพย์ตัวเอง

3. เลเวอเรจ: อีกข้อดีของการเทรดฟอเร็กซ์นั้นคือความสามารถในการควบคุมสถานะของการเทรดที่มีมูลค่ามากกว่าเงินทุนของตัวเองเพื่อสร้างกำไร หรือที่เรียกว่าการใช้ เลเวอเรจ (leverage) ในทางตรงกันข้ามนั้น การใช้เลเวอเรจก็สามารถทำให้เกิดการขาดทุนได้อย่างมากหากราคาในตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เราตั้งใจไว้ เพราะฉะนั้นมีการวินัยกับการใช้เลเวอเรจจึงสำคัญในการบริหารความเสี่ยงในตลาดฟอเร็กซ์

4. ตัวเลือกในการเทรด: นักเทรดสามารถเลือกเทรด Forex ในหลายๆคู่สกุลเงินได้ ซึ่งแบ่งออกเป็น เช่น คู่สกุลเงินหลัก (major pairs) คู่สกุลเงินรอง (minor pairs) และคู่สกุลเงินแปลก (exotic pairs) แต่ละคู่สกุลเงินก็มีความแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดของแต่ละคน นักเทรดบางคนชอบที่จะเทรดกับคู่สกุลเงินที่มีความเสถียรภาพมากกว่า บางคนอาจจะชอบคู่สกุลเงินที่มีราคาสวิงหรือมีความผันผวนสูง อย่างไรก็ตามการเลือกเทรดคู่สกุลเงินที่เหมาะสมก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรและลดความเสี่ยงได้

5. โอกาสในการทำกำไร: การเทรดฟอเร็กซ์สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง หมายความว่าเราสมารถเทรดกับราคาในตลาดได้ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ราคาขึ้นหรือตอนที่ราคานั้นลดลงมา นักเทรดส่วนใหญ่จึงซื้อตอนราคากำลังขึ้นหรืออาจจะขายตอนราคาลดลงมาก็ได้เพื่อทำกำไร

แม้ว่าข้อดีเหล่านี้จะทำให้การเทรด Forex น่าดึงดูดใจเป็นอย่างมาก แต่นักเทรดควรเทรดด้วยความระมัดระวังเสมอ เพราะการเข้าร่วมในตลาดนี้จำเป็นต้องมีความเข้าใจในการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม

การบริหารความเสี่ยงในการเทรด Forex 

การบริหารความเสี่ยงในการเทรด Forex

อย่างที่รู้ว่าตลาดฟอเร็กซ์สามารถสร้างกำไรได้ในหลายโอกาส แต่การเรียนรู้ การบริหารความเสี่ยงในการเทรด Forex ก็สำคัญเช่นกัน นี่คือ 5 วิธีที่จะช่วยจัดการความเสี่ยงในการเทรด มาดูกันเลย

1. การใช้คำสั่ง Stop-Loss: คำสั่ง Stop-Loss เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างมากในตลาดที่มีความผันผวนสูง เพราะช่วยจำกัดการขาดทุนได้ เมื่อเราทำการตั้งคำสั่ง Stop-Loss จะมีการกำหนดระดับราคาไว้ล่วงหน้าและหากราคาของคู่สกุลเงินถึงระดับนั้น การเทรดจะปิดโดยอัตโนมัติที่ราคาตลาดที่ดีที่สุดที่มีอยู่ สิ่งที่สำคัญคือต้องมั่นใจเสมอว่าระดับราคาที่กำหนดเอาไว้นั้นสอดคล้องกับกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงโดยรวมของเรา

2. การบริหารขนาดของ Position: แต่ละ Position ควรกำหนดขนาดโดยอิงจากเงินทุนทั้งหมดในบัญชีและระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้เพื่อให้ทำกำไรได้ในระยะยาว สิ่งสำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงการใช้เลเวอเรจมากเกินไปหรือการนำเงินทุนส่วนใหญ่ไปเสี่ยงกับการเทรดแค่ครั้งเดียว การรักษาแนวทางที่สม่ำเสมอในการกำหนดขนาดของ Position ถือเป็นหนึ่งในแง่มุมที่สำคัญที่สุดของการบริหารความเสี่ยงและเป็นกุญแจสำคัญในการอยู่รอดท่ามกลางราคาตลาดที่มีทั้งขาขึ้นและขาลง

3. การกระจายความเสี่ยงของพอร์ต: การกระจายพอร์ตตัวเองหมายถึงการกระจายการเทรดออกไปในคู่สกุลเงินอื่นๆที่มีความสัมพันธ์กันต่ำ เพื่อไม่ให้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของคู่สกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ นักเทรดควรระวังการเปิดสถานะที่ทับซ้อนกันในสกุลเงินเดียว เช่น การเทรด GBP/USD, AUD/USD และ EUR/USD พร้อมกัน ซึ่งเป็นการกระจุกความเสี่ยงไว้ที่ดอลลาร์สหรัฐมากเกินไป

4. ควรติดตามสภาวะตลาดอยู่เสมอ: การติดตามข่าวสารปัจจุบัน เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และข่าวอื่นๆที่อาจส่งผลต่อความผันผวนของตลาดเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นนักเทรดมือใหม่หรือระดับโปร การรับรู้ข้อมูลอย่างสม่ำเสมอช่วยให้นักเทรดตัดสินใจได้อย่างมีเหตุมีผลและช่วยในการจัดการพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงในการเทรดอีกด้วย

5. เริ่มเทรดด้วยบัญชีทดลอง (Demo Account): แม้แต่นักเทรดที่เก่งที่สุดก็เริ่มต้นด้วยบัญชีทดลอง โดยเฉพาะเมื่อต้องการทดสอบกลยุทธ์ใหม่ๆ สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารความเสี่ยงเพราะจะเปิดเผยจุดอ่อนในกลยุทธ์ก่อนที่จะนำไปใช้เทรดจริง นักเทรดมือใหม่ควรหลีกเลี่ยงการใช้เงินจริงก่อนที่จะมั่นใจในทักษะการเทรด มีกลยุทธ์ที่ชัดเจนพร้อมแผนบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม

วิธีพัฒนาแนวทางและการตั้งเป้าหมายในการเทรดฟอเร็กซ์

นักเทรดหลายๆคนมักกลัวที่จะเข้าซื้อไม่ทันแล้วก็พุ่งเข้าตลาดทันทีโดยที่ยังไม่มีแผนรับมือความเสี่ยงเพื่อป้องกันการขาดทุนโดยใช่เหตุ ก่อนการเทรดทุกครั้งเราควรจะมีการวางแผนที่ชัดเจน โดยมีการตั้งเป้าหมายที่หลากหลาย แผนรับความเสี่ยงหลายๆด้าน กฎเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงว่าควรจะเข้าตอนไหนและออกตอนไหน การที่มีแผนที่ชัดเจนจะช่วยลดในเรื่องความผิดพลาดจากการใช้อารมณ์ตัดสินใจกะทันหันและช่วยให้การเทรดมีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ

นี้คือตัวอย่างองค์ประกอบที่ควรมีในการวางแผน

  1. เลือกคู่สกุลเงินที่จะเทรด
  2. เลือกชาร์ต TF ที่สนใจ
  3. มีกฎที่เข้า-ออกที่ชัดเจน
  4. เปอร์เซ็นของความเสี่ยงทั้งหมดต่อการเทรดหนึ่งครั้ง

ต่อมา เป้าหมายคือส่วนหนึ่งของการวางแผนโดยเราควรตั้งเป้าหมายแบบอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง  การที่เราตั้งเป้าหมายเกินจริงจะเป็นเพิ่มความเสี่ยงให้กับตัวเองและทำให้การจัดการความเสี่ยงนั้นยากขึ้น ยกตัวอย่าง การตั้งเป้าหมายเพิ่มจากเดิมสองเท่าภายในหนึ่งสัปดาห์ อาจก่อให้เกิดปํญหาตามมาได้ การที่มีความมุ่งมั่นมากเกินไปจะทำให้เกิดการขาดทุนเปล่าๆ แทนที่จะเริ่มจากการตั้งเป้าหมายเล็กๆแล้วค่อยๆหาวิธีที่จะไปถึงเป้าหมายใหญ่ๆ เช่น การเพิ่มกำไรทีละ 1-2% ต่อเดือนเพื่อที่จะจัดการความเสี่ยงได้ง่ายกว่าการเพิ่มกำไรทีละเยอะๆ วิธีนี้อาจจะไม่ได้ทำให้ตื่นเต้นสักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นการแยกแยะระหว่างนักพนันกับคนที่ประสบความสำเร็จจากการเทรดจริงๆในระยะยาวได้

เมื่อเริ่มที่จะตั้งเป้าหมายแล้ว ลองพิจารณาคำถามด้านล่างนี้ดูก่อน:

  • คาดหวังผลตอบแทนจริงในเดือนแรกเท่าไหร่ ?
  • ยอมรับการขาดทุนได้สูงสุดเท่าไหร่ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง ?
  • สามารถรักษามาตรฐานการเทรดให้สม่ำเสมอได้หรือไม่ ?
  • ระดับการขาดทุนแบบสะสมต่อเดือนเท่าไหร่ เราควรที่จะหยุดเทรดเพื่อกลับไปทบทวนกลยุทธ์ใหม่ ?

การที่เราโฟกัสเพื่อความก้าวหน้าอย่างมั่นคงแทนที่จะรีบทำกำไรนั้นเป็แนวทางที่ยั่งยืนที่สุด เพราะจะช่วยให้เรามีวินัยทำตามแบบแผนที่วางไว้ ซึ่งจะช่วยรักษาเงินทุนไว้ได้

การมีแผนการบริหารความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง คือเงื่อนไขที่สำคัญก่อนที่จะเริ่มใช้หนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดของการเทรด นั่นก็คือ เลเวอเรจ (Leverage)

แล้วการใช้ เลเวอเรจ ในการ เทรด Forex รวย จริงไหม ?

การบริหารความเสี่ยงในตลาดที่ใช้เลเวอเรจ

การเทรด Forex มักดึงดูดนักเทรดด้วยการใช้เลเวอเรจ เพราะเป็นหนึ่งในข้อที่ได้เปรียบสำคัญที่ช่วยขยายกำไรได้แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถขยายการขาดทุนได้เช่นกัน นั่นคือเหตุผลที่การบริหารความเสี่ยงในตลาดที่ใช้เลเวอเรจมีความสำคัญอย่างมาก

เลเวอเรจช่วยให้นักเทรดสามารถควบคุมสถานะในตลาดที่มีขนาดใหญ่กว่าด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นที่น้อยกว่า ตัวอย่างเช่น ด้วยเลเวอเรจ 1:100 นักเทรดสามารถควบคุมสถานะมูลค่า 10,000 ดอลลาร์ด้วยมาร์จิ้นเพียง 100 ดอลลาร์ นี่คือจุดที่ควรมีกลยุทธ์ด้านขนาดของสถานะ (Position Sizing) และควรกำหนด Stop-Lo เพราะมีบทบาทสำคัญในการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าโอกาสในการเพิ่มกำไรจะเป็นสิ่งที่น่าดึงดูด แต่การวางมาตรการเพื่อจำกัดการขาดทุนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

นักเทรดที่ขาดวินัยในการปฏิบัติตามแผนบริหารความเสี่ยงมักทำผิดพลาดด้วยการเปิดสถานะที่ใหญ่เกินไป (Over-positioning) หากใช้เลเวอเรจสูงเพื่อเปิดสถานะที่ใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับเงินทุนในบัญชี แม้แต่การเคลื่อนไหวของตลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิด Stop-out และขาดทุนได้ การใช้เลเวอเรจอย่างระมัดระวังจึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการบริหารความเสี่ยง ในความเป็นจริงนั้นนักเทรดมืออาชีพส่วนใหญ่ใช้เลเวอเรจน้อยกว่าที่มีให้อย่างมาก โดยมักยึดอยู่ที่ 5:1 หรือต่ำกว่า นักเทรดที่เชี่ยวชาญแล้วย่อมเข้าใจดีว่าการอยู่รอดในตลาดสำคัญกว่าการพยายามหวังรวยทางลัด

ในโลกของการเทรด Forex ความผิดพลาดมากมายเกิดขึ้นจากการขาดการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เป็นเรื่องปกติที่จะเกิดความผิดพลาดเหล่านี้ขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยิ่งเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมของ บัญชีทดลอง (Demo) มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะนั่นเองคือวิธีหนึ่งในการเรียนรู้การบริหารความเสี่ยงในการเทรด

สรุป

บทเรียนสำคัญของเรื่องนี้คือ ข้อได้เปรียบของการเทรด Forex นั้นมอบโอกาสมากมายในการสร้างกำไร การเติบโตทางการเงินและการสร้างความมั่งคั่ง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเหล่านี้ขึ้นอยู่กับว่าเทรดเดอร์สามารถนำแผนการบริหารความเสี่ยงไปปรับใช้ได้ดีเพียงใด

นักเทรดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดต่างเข้าใจดีว่า ความสำเร็จที่แท้จริงมาจากการบริหารความเสี่ยงและการตั้งเป้าหมายไปที่ผลกำไรที่สม่ำเสมอในระยะยาวมากกว่าการทำกำไรมหาศาลในระยะสั้น การตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้จริงและจัดการวางระบบบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวดเท่านั้นที่จะช่วยให้นักเทรดหลีกเลี่ยงการขาดทุนจำนวนมากได้และสามารถสร้างเส้นทางการเทรดที่ประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ขอให้เกล็ดความรู้ในบทความนี้ช่วยสร้างพื้นฐานที่มั่นคงในการเป็นนักเทรดที่ประสบความสำเร็จและอย่าลืมติดตามบทเรียนอื่นๆ จาก EC Markets Academy