ทำไมตลาดถึงตอบสนองต่อข้อมูลการจ้างงาน (NFP) ในแบบที่เป็นอยู่
นักเทรดทุกคนมักมีไม่กี่วันที่ต้องวงไว้ในปฏิทินของแต่ละเดือน สำหรับหลายคน “วันศุกร์แรกของเดือน” คือวันที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นวันที่สหรัฐอเมริกาประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ซึ่งมักกำหนดทิศทางบรรยากาศของตลาดโลกต่อเนื่องหลายวัน แม้ว่าคุณจะไม่ได้เทรดหุ้นสหรัฐหรือดอลลาร์โดยตรง คุณก็ยังได้รับผลกระทบทางอ้อม เพราะ NFP มักทำให้ตลาดโดยรวมกลับเข้าสู่จังหวะเดียวกัน เนื่องจากตลาดแรงงานถือเป็นหน้าต่างที่ชัดเจนที่สุดบานหนึ่งของเศรษฐกิจจริง เมื่อการจ้างงานแข็งแกร่ง มันส่งสัญญาณบางอย่างออกมา และเมื่อการจ้างงานอ่อนแอ สัญญาณนั้นยิ่งดังขึ้นไปอีก
โดยพื้นฐานแล้ว NFP วัดจำนวนงานที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในสหรัฐฯ ในเดือนก่อนหน้า โดยไม่รวมแรงงานภาคเกษตร คนทำงานบ้าน และงานบางประเภทขององค์กรไม่แสวงหากำไร ทำให้ข้อมูลมีความเสถียรและตีความง่ายกว่า สิ่งที่ข้อมูลนี้สะท้อนคือ “ชีพจรของการใช้จ่าย” คนทำงานมากขึ้นหมายถึงมีรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ความต้องการสินค้าและบริการแข็งแกร่งขึ้น และในหลายกรณี ธุรกิจก็มีความมั่นใจมากขึ้น คนทำงานน้อยลงแปลตรงกันข้าม—ความต้องการอ่อนแรง รายได้ครัวเรือนถูกกดดัน และอาจบ่งบอกถึงการชะลอตัวที่กำลังจะเกิดขึ้น นี่คือเหตุผลที่รายงานนี้มีน้ำหนักมาก แม้จะเรียบง่าย แต่มันเปิดเผยข้อมูลสำคัญมากมาย
การจ้างงานนอกภาคเกษตร vs ดัชนีดอลลาร์กว้าง (2010–2025)

แหล่งที่มา: คณะผู้ว่าการระบบธนาคารกลางสหรัฐ; สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ ผ่าน FRED®
พื้นที่เงาแสดงช่วงภาวะถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ดอลลาร์สหรัฐมักตอบสนองต่อข้อมูลการจ้างงานทันที เนื่องจากนักเทรดจะปรับคาดการณ์เส้นทางดอกเบี้ยในอนาคต รายงาน NFP ที่แข็งแกร่งมักหนุนดอลลาร์ ส่วนตัวเลขที่อ่อนแออาจกดดันค่าเงินให้ลดลง
ตลาดตอบสนองอย่างรุนแรงเพราะ NFP เป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างเศรษฐกิจปัจจุบันกับสิ่งที่ธนาคารกลางอาจทำต่อไป เมื่อการจ้างงานแข็งแกร่ง มันบ่งชี้กับผู้กำหนดนโยบายว่าเศรษฐกิจอาจร้อนแรงเกินไป ซึ่งอาจหมายถึงการขึ้นดอกเบี้ย หรืออย่างน้อยก็การชะลอแผนการลดดอกเบี้ย เมื่อการจ้างงานอ่อนแอ มันบอกว่าตลาดต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม นักเทรดเข้าใจความสัมพันธ์นี้เป็นสัญชาตญาณ เพียงไม่กี่วินาทีหลังประกาศ ตัวตลาดก็เริ่มปรับราคาเส้นทางดอกเบี้ยใหม่ ตัวเลข NFP ที่สูงกว่าคาดมักดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้น และหนุนค่าเงินดอลลาร์ ขณะเดียวกันก็มักกดดันตลาดหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำ ตัวเลขที่อ่อนกว่าคาดมักสร้างทิศทางตรงกันข้าม—อัตราผลตอบแทนลดลง ดอลลาร์อ่อนค่าลง และบรรยากาศการลงทุนดีขึ้น
สินทรัพย์แต่ละประเภทตอบสนองต่อข่าวต่างกัน ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรามักเคลื่อนไหวก่อน เพราะดอลลาร์ตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อสิ่งที่เปลี่ยนความคาดหวังด้านนโยบายของสหรัฐ ตลาดตราสารหนี้ตามมาอย่างใกล้ชิด โดยผลตอบแทนจะขยับตามมุมมองใหม่ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะผ่อนคลายหรือเข้มงวดนโยบาย ส่วนตลาดหุ้นตอบสนองแบบผสมปนเป ทั้งมองบวกและระมัดระวัง การจ้างงานแข็งแรงอาจสะท้อนถึงความต้องการที่คึกคัก กำไรบริษัทเติบโต และเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่น แต่ก็อาจทำให้เกิดความกังวลเรื่องดอกเบี้ยสูงกดดันมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีหรือหุ้นเชิงการเติบโต การจ้างงานอ่อนแอมักส่งผลตรงกันข้าม คือผ่อนแรงกดดันด้านดอกเบี้ย แม้จะเปิดคำถามเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ นี่คือการทรงตัวที่ตลาดต้องทำในทุกวันประกาศ NFP
สิ่งหนึ่งที่เทรดเดอร์ใหม่มักมองข้ามคือ “ความประหลาดใจ” สำคัญกว่าตัวเลขจริง ตลาดตอบสนองต่อช่องว่างระหว่าง “คาดการณ์” กับ “ผลจริง” หากนักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ 150,000 ตำแหน่ง แต่ประกาศจริงออกมาที่ 250,000 ตลาดจะตอบสนองต่อ “ความต่าง” นั้น ไม่ใช่ตัวเลข 250,000 เอง ตัวเลขที่ต่ำกว่าคาดก็ใช้ตรรกะเดียวกัน การทบทวนตัวเลขของเดือนก่อนก็มีผลเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อมันทำให้แนวโน้มภาพรวมเปลี่ยนไป อัตราค่าจ้างในรายงานก็สำคัญเช่นกัน ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นช่วยหนุนการบริโภค แต่ก็อาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งเชื่อมกลับไปที่ความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ย
NFP จึงมีอิทธิพลต่อบรรยากาศตลาดมากกว่าการจ้างงานเพียงอย่างเดียว มันกำหนดมุมมองของนักเทรดต่อการเติบโต เงินเฟ้อ และนโยบายในอนาคต และสร้างฉากหลังให้กับทิศทางตลาดในอีกหลายสัปดาห์ข้างหน้า นี่คือเหตุผลที่นักเทรดที่มีประสบการณ์จะวางแผนก่อนทุกวันประกาศ NFP เพราะพวกเขารู้ว่าข้อมูลนี้สามารถสร้างความผันผวนฉับพลันและทำให้ทิศทางของสินทรัพย์หลักเปลี่ยนได้ในเวลาไม่กี่นาที
สรุปคือ NFP ไม่ใช่แค่สถิติด้านแรงงาน แต่มันคือภาพรวมรายเดือนของความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ความต้องการของผู้บริโภค และแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งล้วนมีผลต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางและทิศทางตลาด การเข้าใจว่าตลาดตีความรายงานนี้อย่างไร ช่วยให้นักเทรดรับมือกับความผันผวนได้อย่างชัดเจนขึ้นและมีเสียงรบกวนน้อยลง ในวันประกาศ NFP ตัวเลขไม่ได้บอกแค่เรื่องงาน แต่มันบอกเราว่าตลาดอาจกำลังจะไปทางไหนต่อไป ระวังให้ดี!