EC Academy > พื้นฐาน > เทรดอะไรดี สำหรับมือใหม่ ระหว่าง Forex หุ้น ทองคำ หรือ Crypto

เทรดอะไรดี สำหรับมือใหม่ ระหว่าง Forex หุ้น ทองคำ หรือ Crypto

แต่ละตลาดมักจะมีพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเองและมีความสำคัญต่อนักเทรดในการตัดสินใจว่าจะเข้าตลาดไหน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาเทรด ความผันผวนของตลาดและข่าวที่นำไปสู่การเพิ่มความเสี่ยงในตลาดนั้นๆ ทำให้หลายๆคนไม่รู้ว่าควร เทรดอะไรดี ซึ่งการทำความเข้าใจความแตกต่างของตลาดแต่ละประเภทสามารถทำให้นักเทรดตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นว่าควรจะเข้าตลาดอะไรดีและสามารถตั้งเป้าหมายการเทรดของตัวเองว่าควรจะเทรดแบบไหนพื่อที่รับมือกับความเสี่ยงได้ นักเทรดที่ประสบความสำเร็จมักจะมีกลยุทธ์การเทรดและปรับเปลี่ยนให้กับเข้าตลาดแต่ละประเภท ละสิ่งที่สุดท้ายที่นักเทรดเหล่านี้จะไม่ปล่อยให้เกิดขึ้นเลยคือการปล่อยให้อารมณ์ควบคุมและเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการเทรด 

เพราะฉะนั้น บทความนี้เรามาทำความรู้จักกับ 4 ตลาดประเภทหลักที่จะช่วยให้คุณเข้าใจว่ามีประเภทตลาดอะไรบ้างและจะเข้าตลาดอย่างไร พร้อมทั้งอธิบายข้อดีและข้อเสียของแต่ละตลาดด้วย ไม่ว่าจะเป็น เทรดฟอเร็กซ์ หรือ เทรด CFD Forex เทรดทองคำ เทรดดัชนี และสุดท้ายการเทรดในตลาดคริปโตพร้อมรายละเอียดการ เทรด CFD คริปโต เมื่อคุณอ่านจบบทความนี้แล้ว คุณจะสามารถวางแผนการเทรดของคุณได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน มาลุยกันเลย

ประเภทของแต่ละตลาด สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าจะ เทรดอะไรดี

ตลาด Forex

พูดง่ายๆ ก็คือ ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ที่สกุลเงินต่างประเทศต่างๆจะถูกซื้อและขายกันที่ตลาดนี้ ซึ่งตลาด Forex ถือเป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดและมีการซื้อขายคึกคักที่สุดในบรรดาตลาดระดับโลก เพื่อให้เห็นภาพว่าใหญ่แค่ไหน โดยอิงข้อมูลมาจาก BIS (ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ) ระบุว่า ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาด Forex อยู่ที่ประมาณ 9.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนเมษายน 2025 และยังคงเพิ่มขึ้นถึง 7.5 ล้านดอลลาร์จากเดือนเมษายน 2022 อีกด้วย

เทรดฟอเร็กซ์คืออะไร? 

Forex ย่อมาจาก Foreign Exchange หรือการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งเป็นตลาดระดับโลกสำหรับการซื้อขายสกุลเงิน โดยมีการ เทรด CFD Forex ซึ่งมักจะนิยมเทรดในหมู่นักเทรดรายย่อยด้วยเหตุผลหลายประการดังนี้:

  • เวลาตลาดที่เปิดทำการ 24/5:  ตลาดฟอเร็กซ์เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ โดยมีการหมุนเวียนตลาดอย่างต่อเนื่องทั่วโลก (ไม่ว่าจะเป็นตลาดในลอนดอน, นิวยอร์ก, โตเกียว)
  • มีสภาพคล่องสูง: ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมและปริมาณการซื้อขายที่สูง เทรด CFD Forex มักสามารถเปิดและปิดสถานะได้อย่างรวดเร็ว โดยมีการคลาดเคลื่อนของราคา (Slippage) ที่น้อยมาก แม้ว่าสถานการณ์นี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญหรือช่วงที่มีสภาพคล่องต่ำ
  • ใช้เงินทุนเริ่มต้นน้อย (ด้วย Leverage): โบรกเกอร์ส่วนมากมักจะเสนอ Leverage ซึ่งช่วยให้นักเทรดสามารถเปิดสถานะที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วยเงินลงทุนที่น้อยกว่า อย่างไรก็ตามการ Leverage อาจเพิ่มทั้งกำไรและการขาดทุนได้ ซึ่งหมายถึงมีโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
  • เทรด CFD Forex: นักเทรดรายย่อยมักเข้าถึงตลาดฟอเร็กซ์ผ่านการ เทรด CFD Forex หรือ Contracts for Difference ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่ได้ซื้อขายสกุลเงินจริง แต่เป็นการเก็งกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคาแทน

เทรด CFD Forex ทำงานอย่างไร? 

การเทรด CFD Forex เปรียบได้กับการเดิมพันว่าคู่สกุลเงิน เช่น EUR/USD จะมีราคาขึ้นหรือลงโดยไม่ต้องถือครองสกุลเงินจริง เป้าหมายคือการเปิดและปิดการเทรดเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคา ไม่ว่าจะเป็นสถานะ Long (ซื้อ) หรือ Short (ขาย) ผู้ที่เข้าร่วมการเทรด CFD Forex ควรตระหนักถึงปัจจัยสำคัญ 2 ประการที่มีผลโดยตรงต่อกำไร ได้แก่:

Leverage (เลเวอเรจ): คือตัวคูณ ตัวอย่างเช่น หากใช้เลเวอเรจ 10:1 คุณสามารถใช้เงิน 100 ดอลลาร์เพื่อควบคุมสถานะที่มีมูลค่า 1,000 ดอลลาร์ เพราะฉะนั้นนักเทรดมือใหม่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงความผันผวนของการเทรด CFD Forex เพราะเลเวอเรจจะเพิ่มทั้งกำไรและขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น

ค่าใช้จ่ายต่างๆ: ค่าใช้จ่ายหลักจะมีทั้งหมด 2 ประเภทในการเทรด CFD Forex คือ ค่า Spread (สเปรด) ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย และ Swap (สวอป) ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมการถือสถานะข้ามคืน

ข้อดีและข้อเสียของการเทรดฟอเร็กซ์

ข้อดี:

มีสภาพคล่องสูงและเข้าถึงได้ตลอด 24/5: ตลาด Forex เปิดทำการตลอดเวลาตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ทำให้สามารถเข้าและออกสถานะได้ง่าย อีกทั้งยังช่วยส่งคำสั่งซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช้เงินทุนเริ่มต้นน้อย: สามารถเริ่มต้นด้วยเงินฝากขั้นต้นเพียงเล็กน้อยและใช้เลเวอเรจในการควบคุมสถานะที่ใหญ่กว่า

ข้อเสีย:

ความเสี่ยงจากเลเวอเรจที่สูง: เนื่องจากเลเวอเรจสามารถเพิ่มได้ทั้งกำไรและการขาดทุน หากตลาดเคลื่อนที่สวนทางกับทิศทางที่คุณคาดการณ์ การขาดทุนอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและอาจทำให้เงินฝากของคุณหมดไปในเวลาอันสั้น

ค่าใช้จ่ายที่ซับซ้อน: ผู้เริ่มต้นที่เข้าร่วมการ เทรด CFD Forex ต้องระมัดระวังกับ ค่า Spread และ ค่า Swap อย่างใกล้ชิด เพราะค่าธรรมเนียมเหล่านี้อาจสะสมเพิ่มขึ้นและลดความสามารถในการทำกำไรได้

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ 

สินค้าโภคภัณฑ์คือสินค้าที่จับต้องได้ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสินค้าโภคภัณฑ์จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่:

สินค้าโภคภัณฑ์ประเภทแข็ง (Hard Commodities): คือสินค้าที่ได้จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่ต้องผ่านกระบวนการขุดเจาะและแปรรูปจากใต้ดิน ตัวอย่างเช่น น้ำมันดิบ ทองคำ และเงิน

สินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอ่อน (Soft Commodities): คือสินค้าที่มักเป็นผลผลิตทางการเกษตรหรือผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์ ตัวอย่างเช่น กาแฟ โกโก้และฝ้าย

สิ่งที่แตกต่างจากสกุลเงินคือ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีความอ่อนไหวต่ออุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก ตัวอย่างเช่น 

  • ราคาสินค้าเกษตรจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ ภัยพิบัติและคุณภาพของผลผลิต 
  • ขณะที่ราคาน้ำมันดิบจะได้รับอิทธิพลอย่างมากจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงอัตราการผลิตและปัญหาที่ทำให้การขนส่งหยุดชะงัก
ประเภทสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ

การเทรดโลหะมีค่า คืออะไร ?

การเทรดโลหะมีค่าส่วนใหญ่มักจะหมายถึงการเทรดโลหะมีค่า 4 ชนิดนี้ ได้แก่ เทรดทองคำ เทรดเงิน เทรดแพลตตินัมและเทรดแพลเลเดียม ซึ่งโลหะเหล่านี้มีราคาซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายความว่าการเทรดโลหะมีค่าอาจมีความผันผวนตามมูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ นักเทรดจำนวนมากใช้การเทรดโลหะมีค่า โดยเฉพาะการ เทรดทองคำ เป็นเครื่องมือในการรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้โลหะมีค่าเหล่านี้จึงเป็นที่รู้จักกันในนาม สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-Haven Assets) เนื่องจากในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกขาดเสถียรภาพหรือเกิดความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนมักจะโยกย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์เหล่านี้

ทำไมการเทรดโลหะมีค่าจึงได้รับความนิยม ?

  • เป็นสิ่งที่มีมูลค่าในตัวเอง (Intrinsic Value): การเทรดโลหะมีค่าไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขบนหน้าจอ แต่เป็นทรัพยากรที่จับต้องได้ ซึ่งมีการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมและมีความต้องการในเชิงการลงทุน
  • ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation Hedge): แม้โลหะมีค่าจะไม่สามารถรับประกันได้ 100% แต่นักลงทุนจำนวนมากมักจะซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ เพื่อรักษาอำนาจซื้อของตนเองเมื่อมูลค่าของเงินดอลลาร์ลดลง ด้วยเหตุนี้การเทรดโลหะมีค่าจึงมักจะเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน
  • การเทรดที่ยืดหยุ่น (Flexible Trading): การเข้าร่วมการเทรดโลหะมีค่าผ่าน CFD ไม่จำเป็นต้องซื้อหรือจัดเก็บโลหะจริง แต่สามารถเข้าร่วมได้โดยการเก็งกำไรจากราคาโลหะเท่านั้น โดยขึ้นอยู่กับทิศทางที่ราคาเคลื่อนไหว หากราคาเป็นไปในทิศทางที่คาดการณ์ไว้ ก็จะได้รับกำไร แต่หากราคาเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้าม ก็จะขาดทุน

ข้อดีและข้อเสียของการเทรดโลหะมีค่า

ข้อดี:

โลหะมีค่ามักเชื่อมโมงกับภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค: ราคาโลหะมีค่าได้รับอิทธิพลจากอัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยและความเคลื่อนไหวของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้การเทรดโลหะมีค่าเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักเทรดที่เน้นการวิเคราะห์เศรษฐกิจระดับมหภาค

เหมาะสำหรับเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย: ในช่วงที่เศรษฐกิจหรือสถานการณ์ทางการเมืองมีความไม่แน่นอนสูง ทองคำและเงินมักถูกมองว่าเป็นแหล่งเก็บเงินที่ปลอดภัย ซึ่งสามารถดึงดูดความต้องการจากนักลงทุนได้และเมื่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง การเทรดโลหะมีค่ามักจะได้รับแรงหนุนเพิ่มขึ้น

มูลค่าในตัวเอง: โลหะมีค่าเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ต่างจากเงินตรากระดาษ เพราะโลหะมีค่ามีการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม และมีความต้องการในเชิงการลงทุนอย่างสม่ำเสมอซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การเทรดโลหะมีค่ายังคงได้รับความนิยม

ข้อเสีย:

ความผันผวนในระยะสั้น: แม้ว่าโลหะมีค่ามักถูกมองว่ามีความเสถียรค่อนข้างสูง แต่ก็ยังมีความผันผวนได้และราคาอาจร่วงลงอย่างรวดเร็วในระยะสั้นถึงกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นหรือค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น

ไม่มีผลตอบแทนแบบ Passive: โลหะมีค่าไม่ได้จ่ายเงินปันผลหรือดอกเบี้ย ดังนั้นกำไรจึงมาจากการเปลี่ยนแปลงของราคาเป็นหลัก นอกจากนี้การถือครองสถานะผ่าน CFD ข้ามคืนยังมีค่า Swap หรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอีกด้วย

ตลาดดัชนี

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า ดัชนี (Index) ว่าแต่หมายถึงอะไร ดัชนีสามารถเปรียบได้กับเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ติดตามภาพรวมประสิทธิภาพของกลุ่มหุ้นในประเทศหรืออุตสาหกรรมตามที่กำหนดไว้ ซึ่งหากคุณต้องการการเรียนรู้ภาพรวมของตลาดในมุมที่กว้างขึ้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับหุ้นและดัชนีจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

การ เทรดดัชนี หมายความว่ายังไง ?

เมื่อคุณ เทรดดัชนี คุณไม่ได้เดิมพันกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น Apple แต่เป็นการเทรดตามภาพรวมประสิทธิภาพของกลุ่มบริษัท ซึ่งดัชนีมักสะท้อนสภาวะตลาดในวงกว้างและแนวโน้มของเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมเฉพาะได้เป็นอย่างดี และนี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการติดตามนโยบายธนาคารกลางและปฏิทินเศรษฐกิจมักเลือกการเทรดดัชนี โดยดัชนีหลักที่นิยมเทรดกันมากที่สุด ได้แก่

  • S&P 500: คือการติดตาม 500 บริษัทชั้นนำของสหรัฐอเมริกา
  • FTSE 100: คือการติดตาม 100 บริษัทชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน
  • DAX 40: คือการติดตาม 40 บริษัทชั้นนำในประเทศเยอรมนี

ทำไมการ เทรดดัชนีจึงน่าสนใจ

  • การกระจายความเสี่ยง: การเทรดดัชนีช่วยให้คุณกระจายความเสี่ยงไปยังหลายๆบริษัท ซึ่งช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากบริษัทใดบริษัทหนึ่งล้มเหลว อย่างไรก็ตามการเทรดดัชนียังคงมีความเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดในวงกว้าง
  • ความผันผวนค่อนข้างต่ำ: ดัชนีมีแนวโน้มมีเสถียรภาพมากกว่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินเดี่ยวๆหรือสกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี) เนื่องจากมีการกระจายการลงทุนและราคาของดัชนีมักจะเป็นรูปแบบผลรวมของประสิทธิภาพบริษัทหลายแห่ง ทำให้ความผันผวนของหุ้นรายตัวถูกเจือจางด้วยผลการดำเนินงานของบริษัทอื่น ๆ ส่งผลให้ความผันผวนโดยรวมในระยะสั้นลดลง
  • สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจ: ดัชนีมักจะสะท้อนสภาวะเศรษฐกิจมหภาคและอุตสาหกรรม หากคุณเทรดดัชนี แนวโน้มระยะยาวมักมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวัฏจักรเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ชื่นชอบการวิเคราะห์ตัวแปรมหภาค เช่น อัตราดอกเบี้ย การจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าการติดตามข่าวรายบริษัท จึงมักเลือกเทรดดัชนี
  • การเทรดดัชนีผ่าน CFD: นักเทรดจำนวนมากนิยมเทรดดัชนีผ่านสัญญา CFD เนื่องจากช่วยให้สามารถเก็งกำไรจากการขึ้นลงของราคาดัชนีได้โดยไม่ต้องซื้อหุ้นอ้างอิงในดัชนีจริง

ข้อดีและข้อเสียของการเทรดดัชนี

ข้อดี:

  • มีตัวเลือกหลากหลาย: การเทรดดัชนีก็เหมือนกับการกระจายเงินลงทุนในตะหร้าที่เต็มไปด้วยหุ้นต่างๆที่รวมกันเป็นดัชนี ซึ่งจะช่วยให้คุณลดความเสี่ยงจากการที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งปิดตัวและทำลายพอร์ตของคุณ
  • ได้รับกระทบแบบภาพรวม: เนื่องจากการเคลื่อนไหวของดัชนีมักจะมีแนวโนวเคลื่อนที่ไปตามเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งง่ายสำหรับนักเทรดที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลภาพรวมใหญ่ๆและข่าวสารทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น การวัดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือวัดจากข้อมูลการจ้างงาน แทนที่จะลงทุนในหุ้นเดียว

ข้อเสีย:

  • มีความเสี่ยงทั้งระบบ: ถึงแม้จะเป็นการเทรดดัชนีแบบภาพรวม แต่ถ้าตลาดทั้งหมดนั้นลงลด หุ้นบริษัทต่างๆในดัชนีก็จะตกลงมาเช่นกัน 
  • มีความมั่นคงที่ไม่ยั่งยืน: การเทรดดัชนีดูเหมือนจะมั่นคงกว่าการเทรดหุ้นตัวเดี่ยวๆ แต่การทำเลเวอเรจในกลุ่มดัชนีนั้นถือว่ามีความเสี่ยงอย่างมาก เพราะการเคลื่อนที่ของตลาดดัชนีเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างความเสียหายให้กับมูลค่าที่นักเทรดถืออยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบัญชีมีเงินคงเหลือน้อย
ประเภทดัชนีต่างๆ

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซี

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเปิดทำการตลอดเกือบ 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์และมีความผันผวนสูงกว่าตลาดทั่วไป ซึ่งหมายความว่ามีทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น การเคลื่อนไหวของตลาดนี้มักได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ตลาด (Market Sentiment) กระแสโซเชียลมีเดียและการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง โดยทั่วไปผู้ เทรด CFD คริปโต จะได้รับประโยชน์จากการใช้แนวทางการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพในกลยุทธ์ของตน เช่น การกำหนดขนาดสถานะและการวางแผน Stop-Loss นอกจากนี้ยังสามารถใช้เลเวอเรจในการ เทรด CFD คริปโต ได้อีกด้วย ในตลาดที่มีการเคลื่อนไหวกว่า 10% ต่อวันเป็นเรื่องปกติ ย่อมมีโอกาสทำกำไรได้มหาศาลและในขณะเดียวกันผู้ เทรด CFD คริปโต เป็นต้องมีระบบควบคุมความเสี่ยงเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียเงินฝากทั้งหมดอีกด้วย

การ เทรด CFD คริปโต เหมาะกับใคร?

  • นักเทรดประจำ: ผู้ที่สามารถรับมือกับการเทรดและบริหารความเสี่ยงในสภาพแวดล้อมตลาดที่เปิด 24 ชั่วโมง 7 วันได้
  • ผู้ที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง: นักลงทุนที่มีเงินทุนที่สามารถรับความเสียหายได้ เพราะการเทรด CFD คริปโตมักเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงและผลตอบแทนสูงเช่นกัน
  • ผู้ที่มองหาความสะดวก: นักเทรดที่ต้องการเก็งกำไรจากราคาผ่าน CFD คริปโต โดยไม่ต้องมีความซับซ้อนในขั้นตอนทางเทคนิคในการจัดเก็บเหรียญ

คุณสมบัติสำคัญของตลาดคริปโต

  • เปิดตลอด 24 ชั่วโมง: ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีจะเปิดตลอดเวลาซึ่งต่างจากตลาดแบบดั้งเดิม  คุณสามารถเทรดคริปโตได้ 365 วันต่อปี ทั้งกลางวันและกลางคืน
  • มีความผันผวนสูง: CFD คริปโตสามารถเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วได้ภายในไม่กี่นาที ความผันผวนของราคาที่รุนแรงนี้อาจเพิ่มโอกาสในการทำกำไร แต่ก็ต้องการการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวดยิ่งขึ้นด้วย
  • มีความหลากหลาย: เทรด CFD คริปโต มีสินทรัพย์ให้เลือกมากมาย นอกจาก Bitcoin แล้ว ยังมี Ethereum, Solana และโทเคนใหม่ ๆ อีกมากมาย
  • ให้เลเวอเรจ: นักเทรดที่มีประสบการณ์สามารถใช้เลเวอเรจเพื่อขยายการเก็งกำไรในตลาดเมื่อ เทรด CFD คริปโต ได้ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

ข้อดีและข้อเสียของการ เทรดคริปโต

ข้อดี

  • มีความผันผวนสูงเป็นพิเศษ: ตลาดคริปโตให้โอกาสในการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในระยะเวลาอันสั้นได้มากกว่าตลาดอื่น ๆ
  • เปิดตลอด 24 ชั่วโมง: ตลาดเปิดทุกชั่วโมงของวัน รวมถึงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ซึ่งต่างจากตลาดหลักอื่น ๆ

ข้อเสีย

  • ความเสี่ยงในการเก็งกำไรสูงมาก: ราคาคริปโตอาจได้รับอิทธิพลอย่างมากจากอารมณ์ตลาดและกระแสต่าง ๆ เช่น กระแสฮือฮาในโซเชียลมีเดีย ทำให้ผลลัพธ์คาดเดาได้ยากมาก
  • ความเสี่ยงจากการถูกบังคับปิดสถานะอย่างรวดเร็ว: เนื่องจากความผันผวนของราคาที่รุนแรง CFD คริปโตมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินทุนทั้งหมด หากบริหารเลเวอเรจไม่ดี

เลือกตลาดอะไรและ เทรดอะไรดี ที่เหมาะกับคุณ ?

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าจะเลือก เทรดอะไรดี หรือเริ่มจากตลาดประเภทไหน สิ่งสำคัญคือการพิจารณาเป้าหมายและความเสี่ยงที่คุณรับได้ ลองถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองเพื่อช่วยในการตัดสินใจ

  1. คุณชอบติดตามข่าวสารและการเมืองโลกอย่างสม่ำเสมอใช่ไหม ?

หากใช่ การเทรด CFD  Forex อาจเหมาะสมกว่า เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยมหภาค เช่น ข่าวระดับโลก ข้อมูลเงินเฟ้อและการตัดสินใจของธนาคารกลาง (เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ) ดังนั้น หากคุณให้ความสำคัญกับสภาพคล่องสูงและมักจะติดตามความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและข้อมูลมหภาค การเทรด CFD  Forex  จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

  1. คุณชอบสินทรัพย์ที่มีตัวตนและให้มูลค่าระยะยาวหรือไม่ ?

    การเทรดโลหะมีค่าอาจตอบโจทย์ หากคุณต้องการกระจายพอร์ตการลงทุนระยะยาว โดยให้โลหะมีค่าเป็นเหมือน "กันชน" โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง เพราะฉะนั้นทองคำและเงินจึงเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีมูลค่าในตัวเอง และถูกใช้เป็นแหล่งสะสมมูลค่ามานานหลายศตวรรษ หากคุณให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากกว่าความรวดเร็ว การเทรดโลหะมีค่าสามารถช่วยลดความผันผวนในพอร์ตที่มีความเสี่ยงสูงได้ นักลงทุนมักจัดสรรเงินทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทนี้เพื่อสร้างความมั่นคง เนื่องจากมักถูกมองว่าเป็น สินทรัพย์ปลอดภัย หรือ Safe Haven ในช่วงตลาดขาลงหรือเมื่ออัตราเงินเฟ้อสูง และนักเทรดบางรายก็มักจะชอบกระจายความเสี่ยงโดยการผสมผสานการเทรดโลหะมีค่าเข้ากับฟอเร็กซ์หรือดัชนี เนื่องจากสินทรัพย์เหล่านี้ล้วนได้รับผลกระทบจากปัจจัยมหภาคเช่นเดียวกัน

  1. คุณชอบที่จะรับความเสี่ยงในตลาดวงกว้างมากกว่าการเลือกหุ้นรายตัวหรือไม่ ?

หากคุณให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงมากกว่าการกระจุกความเสี่ยงไว้ที่บริษัทเดียว ซึ่งราคาอาจผันผวนอย่างมากจากปัจจัยเฉพาะของบริษัท เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหรือปัญหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ การเทรดดัชนีอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า การกระจายความเสี่ยงไปยังหลายบริษัทอาจสร้างความมั่นใจได้และทำให้ผลลัพธ์การเทรดของคุณถูกขับเคลื่อนโดยเศรษฐกิจและภาคส่วนในวงกว้าง สำหรับผู้เริ่มต้น นี่จึงเป็นวิธีที่ดีในการเข้าสู่ตลาดหุ้นโดยมีการกระจายความเสี่ยงในตัว

  1. คุณสนใจสินทรัพย์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและตลาดที่มีความผันผวนสูงใช่หรือไม่ ?

หากคุณชอบตลาดที่มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและน่าตื่นเต้นการ เทรด CFD คริปโต อาจเหมาะกับคุณ เนื่องจากตลาดคริปโตเปิดตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันและมักตอบสนองต่อข่าวสาร โซเชียลมีเดียและแนวโน้มทางเทคนิคอย่างรวดเร็ว ราคาจึงมีความผันผวนมากกว่าตลาดอื่นๆ ดังนั้นการเทรด CFD คริปโตจึงเหมาะกับนักเทรดที่รับความเสี่ยงได้สูงและสามารถบริหารจัดการสถานะได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

วิธีเริ่มต้นเทรดสำหรับมือใหม่

หากคุณเพิ่งเริ่มต้นเส้นทางการเทรด นี่คือคู่มือที่จะอธิบายทีละขั้นตอนเพื่อช่วยให้คุณเริ่มต้นเทรดได้อย่างง่ายดาย

ขั้นตอนที่ 1: การเรียนรู้พื้นฐาน

ก่อนที่จะทำการเทรดครั้งแรก สิ่งที่สำคัญคือต้องเข้าใจว่าตลาดทำงานอย่างไร ด้วยการเรียนรู้ความหมายของคำศัพท์ในฟอเร็กซ์ เช่น Pip, Spread, เลเวอเรจ และ Lot พร้อมกันนั้นควรทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างหลักวิธีการวิเคราะห์ซึ่งมีอยู่สองประเภท ได้แก่ 

  • การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (ที่เน้นข่าวเศรษฐกิจ) 
  • การวิเคราะห์ทางเทคนิค (ที่เน้นกราฟและรูปแบบราคา)

ขั้นตอนที่ 2: การเลือกโบรกเกอร์ 

ควรเลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างถูกต้อง เช่น ASIC, FCA หรือ CySEC เนื่องจากโบรกเกอร์ที่ได้รับการกำกับดูแลจะช่วยรับประกันความปลอดภัยของเงินทุนของคุณ ซึ่งโบรกเกอร์แต่ละรายยังมีค่า Spread และ Swap ที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ เนื่องจากต้นทุนการเทรดที่สูงอาจลดกำไรของคุณลง นอกจากนี้ ควรเลือกโบรกเกอร์ที่มีแพลตฟอร์มการเทรดที่เชื่อถือได้ เช่น แพลตฟอร์มที่รองรับ MT4/MT5    

ขั้นตอนที่ 3: การเปิดบัญชี 

หลังจากเลือกโบรกเกอร์แล้ว คุณจะต้องผ่านกระบวนการยืนยันตัวตน KYC (Know Your Customer) โดยคุณต้องส่งบัตรประจำตัวและหลักฐานที่อยู่อาศัย จากนั้นเลือกประเภทบัญชีที่เหมาะกับเงินทุนและสไตล์การเทรดของคุณ สำหรับผู้เริ่มต้น บัญชี STD (Standard) นับเป็นจุดเริ่มต้นที่นิยมใช้กัน

ขั้นตอนที่ 4: ฝึกเทรดด้วยบัญชีทดลองและพัฒนากลยุทธ์

นี่คือขั้นตอนที่นักเทรดมือใหม่หลายคนมักจะประสบปัญหา เพราะเป็นการฝึกอย่างมีวินัย จึงไม่ใช่แค่การเปิดบัญชีทดลองเพียงแค่กดซื้อขายไปวัน ๆ แต่เป็นการฝึกให้ส่งคำสั่งและให้คุ้นชินกับระบบ วางกรอบสำหรับกฎการเข้าสถานะ ออกสถานะรวมไปถึงการบริหารความเสี่ยงของคุณ

กำหนดสไตล์ของคุณ:

  • Scalping: คือการเปิดและปิดออเดอร์เทรดจำนวนมากต่อวันเพื่อทำกำไรเล็กน้อยในแต่ละครั้ง (มักใช้กับฟอเร็กซ์หรือดัชนี)
  • Day Trading: คือการเปิดและปิดออเดอร์เทรดภายในวันเดียวกันเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่า Swap ค้างคืน
  • Swing Trading: คือการที่ถือสถานะเป็นวันหรือสัปดาห์เพื่อเทรดตามกระแสแนวโน้ม ซึ่งเป็นสไตล์ที่ใช้เวลาน้อยกว่าเหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานประจำ

ความสอดคล้องระหว่างสินทรัพย์และกลยุทธ์:

  • ฟอเร็กซ์ / ดัชนี: ตลาดเหล่านี้มักตอบสนองต่อข่าวสารและเหตุการณ์มหภาคอย่างรวดเร็ว จึงเหมาะกับกลยุทธ์ทางเทคนิค เช่น การเทรดตามแนวโน้มหรือเทรดตามเทรนด์
  • โลหะมีค่า: โลหะมีค่าอาจมีความผันผวนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเหมาะกับการเทรดแบบ Breakout แต่ควรระวัง ค่า Swap ค้างคืนหากวางแผนถือสถานะนาน

การบริหารความเสี่ยง: ทุกกลยุทธ์ควรมี Stop-Loss  อย่าเสี่ยงเกิน 1-2% ของยอดเงินทั้งหมดในการเทรดครั้งเดียว

ขั้นตอนที่ 5: เริ่มเทรดจริงและการฝึกวินัยทางอารมณ์ 

การเปลี่ยนจากบัญชีเดโมมาเทรดจริงเป็นการก้าวกระโดดทางจิตใจที่ใหญ่กว่าที่หลายคนคิด เพราะการเทรดเดโมไม่มี "ความเจ็บปวด" จากการสูญเสียเงินจริง เริ่มต้นด้วยขนาดสถานะที่เล็กที่สุด (Micro Lot) และบันทึกไดอารี่การเทรดเพื่อจดบันทึกเหตุผลที่เข้าสถานะนั้นๆและความรู้สึกของคุณ ตลาดมักจะมีความผันผวนอยู่เสมอเพราะฉะนั้นคุณควรจะยึดมั่นตามแผนที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว

วิธีเริ่มต้นเทรดสำหรับมือใหม่

คำถามที่พบบ่อย 

เทรดอะไรดี สำหรับมือใหม่ เลือกตลาดอะไร ?

ไม่มีตลาดใดที่ "ปลอดภัย" อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเทรดด้วยเลเวอเรจ อย่างไรก็ตามสำหรับมือใหม่หลายคนมักจะเลือกเทรดดัชนี เนื่องจากมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นรายตัวหรือ CFD คริปโตเคอร์เรนซี บางคนอาจจะชอบ เทรด CFD ฟอเร็กซ์ เพราะมีสภาพคล่องสูงและมีแหล่งข้อมูลการเรียนรู้มากมาย

สามารถใช้แพลตฟอร์มเดียวกับทุกประเภทตลาดได้ไหม ?

โบรกเกอร์ต่างๆมักจะมีแพลตฟอร์มเดียว เช่น MT5 หรือเว็บเทอร์มินัลของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถ เทรด CFD ได้ทั้งฟอเร็กซ์ โลหะมีค่า ดัชนี และคริปโตเคอร์เรนซี ทำให้การกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดต่างๆ ทำได้ง่ายขึ้น

ต้องใช้เงินทุนเท่าไหร่ในการเริ่มต้นเทรด ?

คุณสามารถเปิดบัญชีด้วยเงินทุนเพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐได้ เนื่องจากการ เทรด CFD และเลเวอเรจ ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนของสินทรัพย์เพื่อเริ่มต้นการเทรด

สรุป

ยินดีด้วยที่คุณอ่านมาถึงตรงนี้ ตอนนี้คุณควรมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับประเภทตลาดหลักต่างๆแล้ว การเลือกตลาดที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมายส่วนตัว เวลาและระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้ ในบทความนี้เราได้อธิบายตลาดต่างๆ ดังนี้:

ตลาดฟอเร็กซ์: เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขับเคลื่อนด้วยข่าวสารระดับโลกและนโยบายของธนาคารกลาง ทำให้มีสภาพคล่องสูงและมุ่งเน้นที่คู่สกุลเงิน ทำให้การเทรด CFD ฟอเร็กซ์ เหมาะสำหรับผู้ที่ติดตามเศรษฐกิจระหว่างประเทศและข้อมูลมหภาค เนื่องจากมักใช้เลเวอเรจ ดังนั้นความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับการบริหารความเสี่ยงและการปฏิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

ตลาดโลหะมีค่า: ทองคำและเงินมักเป็นที่ต้องการสูงในช่วงที่เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน แม้ว่าจะมีมูลค่าในตัวเองแต่สินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงโลหะมีค่าก็มีความผันผวนสูงและอาจมีค่าธรรมเนียม Swap ข้ามคืน ดังนั้นจึงเหมาะกับนักเทรดที่วางแผนและบริหารความเสี่ยงเชิงรุกมากกว่านักเทรดที่ถือสถานะระยะยาวแบบ Passive

ตลาดดัชนี: การเทรดดัชนี เช่น S&P 500 หรือ DAX 40 ช่วยให้เกิดการกระจายความเสี่ยงและสะท้อนผลการดำเนินงานของเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่นักเทรดเลือกตลาดนี้เป็นจุดเริ่มต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเทรดที่เน้นการวิเคราะห์มหภาค

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซี: เป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดและไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพาะมีความผันผวนที่สูงมากและเปิดทำการเกือบตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ทำให้ดึงดูดนักเทรดที่สนใจสินทรัพย์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว นักเทรดที่ไม่ต้องการถือครองคริปโตเคอร์เรนซีโดยตรง สามารถเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาได้ผ่าน CFD คริปโตเคอร์เรนซี

การทำความเข้าใจประเภทตลาดต่างๆเมื่อเริ่มต้นเส้นทางการเทรด  คือก้าวแรกที่สำคัญสู่ความสำเร็จ ไม่ว่าคุณจะเลือกตลาดใด ความสำเร็จนั้นมาจากการศึกษา การมีกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งและการบริหารความเสี่ยงที่ดี สามารถติดตามอ่านบทความคุณภาพของเราได้ที่ EC Academy